Own_'s profileSpaces นี้ใช้ตัวหนังสือถ...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
โรคเลื่อนมาเยื่อนแล้ว เริ่มต้นโปรแกรมเดือนพ.ย. ตีซะสองอาทิตย์แรกของเดือนคือการทำโอทีเคลียร์งานเคลียร์เอกสารเดือนต.ค. ที่ถูกเราเลื่อนด้วย ทำไม่เสร็จและไม่ยอมทำ ขอสารภาพเลยว่าขี้เกียจทำ เพราะว่ามันเหนื่อยมาก
1.เสาร์ที่1 พ.ย. มีนัดเจอคณะญี่ปุ่นที่มาจากบริษัทแม่ไปกินข้าวกับเค้า ขอบอกว่าไม่อยากไปแล้วชวนไปร้านMango Tree อยู่แถวๆสีลมมั่งเริ่มจำไม่ได้นอกจากว่าอาหารร้านนี้ไม่ค่อยอร่อย(สำหรับคนไทยนะ) แต่สำหรับต่างชาติอ่ะเค้าอร่อยกันมากถึงมากที่สุด นี่นิดก็บอกกับนายว่าก่อนไปขอกินข้าวเหนืยวหมูปิ้งก่อน55+ ไม่งั้นหิวตายแน่
2.จันทร์ที่3 พ.ย. เช้าประชุม(อีกแล้ว) นี่งานเอกสารสิ้นเดือนที่แล้วยังไม่เสร็จเลย บ่ายๆออกไปเยี่ยมชมโรงงานลูกค้าพร้อมคณะญี่ปุ่น กลับมาหลังเวลางานมานั่งทำโอทีต่อ ไม่รู้ว่าวันนี้งานจะเสร็จกี่โมง สงสัยต้องหาผ้าห่ม หมอนมาเตรียมนอนที่นี่แล้วล่ะ เพราะเดือนที่แล้วมีน้องช่วยงานกว่าจะเสร็จก็ตีสองโน่น นี่เหลือตัวข้าน้อยคนเดียวไม่ปาไปเช้าหรอ บอกเกริ่นๆพี่ที่ออฟฟิตว่า "พี่ถ้านิดทำโอถึงเช้างั้นขอต่อทำถึงแปดโมงเช้านะ หลังจากนั้นจะกลับไปนอนมาอีกทีวันรุ่งขึ้นเลย" นายญี่ปุ่นเราอ่ะใจดีนะว่าไป แต่ที่สำคัญดิคนญี่ปุ่นที่บริษัทแม่อ่ะเอกสารอ่ะไม่รีบแต่วันที่4 คุณต้องมีรายงานมาให้แบบว่าแปดโมงปุ๊บต้องเห็นรายงานอ่ะ...ToT...เศร้าเลย
3.อาทิตย์ที่9 พ.ย. ไปทำบุญขึ้นบ้านใหม่พี่สาวคนเก่งที่นับถือกัน อันนี้ไม่ไปก็ไม่ได้พี่เค้าเป็นผู้ใหญ่มาก แถมไม่ได้รู้จักแค่พี่คนเดียว ญาติพี่น้องเค้าก็ไป นี่เพื่อนโทรมาบอกคนหนึ่งว่าไปนะ ไอ้เราก็อืมคิดดูก่อนว่าว่างป่ะ แต่พออาทิตย์นี้ เพื่อนอีกสามคนโทรมาหาแล้วบอกว่าไปนะ และแกต้องไป อ้าวแล้วดิฉันจะปฎิเสธไงเนี่ย แถมไม่ได้บอกเราให้ไปอย่างเดียวนะบอกว่าช่วยตามคนอื่นๆให้ไปด้วย งานเข้าแล้วที่นี้ให้เราชวนคนอื่นๆไปกัน แล้วถ้าตัวเราเองไม่ไปเพื่อนมันฆ่าแน่ๆ
4.อาทิตย์ถัดมาเจ้านายญี่ปุ่นไม่อยู่หนึ่งคน ไม่ใช่ว่าจะร่าเริงหรือทำไรก็ได้อย่างทุกคนคิดนะ ถ้านายคนนี้ไม่อยู่อ่ะงานในรายผลิตไม่เดินแน่ๆ ถ้าต้องเดินหรือมีงานส่งลูกค้าอ่ะเราต้องทำเอง นายเราก็ใจดีหรือเห็นการณ์ไกลก็ไม่รู้สอนงานเรา และให้เราทดลองทำมาเรื่อยๆ จนวิชาแก่กล้า(ตอนสอนรู้ว่าเป็นแบบนี้ขี้เกียจเรียนด้วยก็ดี หรือแกล้งไม่เข้าใจก็สบายแล้ว) ที่นี่แกไม่อยู่ก็เลยโยนงานกองโตให้ทำเต็มๆเลย แนะพอกลับมาไม่รับกลับไปทำต่อนะดันบอกว่า "ตอนนี้โฮชิโน่ไม่เข้าใจเอกสารแล้ว ขนิษฐาทำต่อให้เสร็จเถอะ" นั่นพูดเสร็จยิ้มหวานให้ด้วยดิ เจ้านายใจดีขอให้ทำต่อลูกน้องอย่างเรากล้าหือหรอ..หุหุ ยิ่งใกล้สิ้นปีด้วย สู้ๆก็ได้วะ55+
5.สิ้นเดือนนี้เราขอลาพัก แต่ไม่ได้พักหรอกเพราะว่าลาวันที่28 พ.ย-1 ธันวา วันที่28 อ่ะซ้อมรับปริญญาที่ไปร่ำเรียนมาด้วยความเหนื่อยและยากเย็น จบมานานแล้วแต่ก็ไม่คิดว่าจะทำงานด้านนี้เลย55+ ก็บัญชีมันไม่ได้ยากแต่มันทำให้ปวดหัวกับตัวเลขไม่กี่สลึงเวลาสิ้นเดือนแล้วหาไม่เจออ่ะ จะควักตังค์ใส่เองก็ไม่ได้ถึงเห็นว่ามันไม่กี่บาทก็เหอะ เป็นแบบนี้ดีกว่า55+ ไม่ต้องถามนะว่าเรียนยากไปทำไม ก็คนมันเรียนมาตั้งแต่ ปวช ยันปวส แถมเพื่อนๆมันก็บอกว่าเรียนโน่นนี่ได้แล้วแค่นี้ทำไมไม่เรียนให้มันจบ พวกมันยังทำกันได้แล้วเราอ่ะ แม่เจ้านับถือเพื่อนๆที่ทำงานบัญชี ใจรักในอาชีพกันจริงๆ นับถือวะ รับวันที่29 พ.ย.ที่เมืองทองฯ วันที่30-1 จะพาหลานๆและพี่กับแม่ไปเที่ยว ไหนๆก็มาแล้ว ว่าจะพาไปสวนสัตว์เขาเขียว ตกเย็นแวะเที่ยวทะเลและนอนค้างคืนหนึ่งแล้วค่อยกลับกัน
พอวันที่สองก็ต้องกลับมานั่งปั่นงานต่อ ที่วางแผนว่าจะเดินทางไปเที่ยวปายเย็นวันที่4 ธันวาอ่ะต้องเป็นอันว่าเลิกคิดไปได้เลย.. ไว้หลังปีใหม่ค่อยห้าวอยากไปกันอีกที55+ ไม่รู้น้องจะว่าไงบ้างบอกมันไปแล้วล่ะ ไม่เป็นไรกลับบ้านต่างจังหวัดก็ไปเจอกันอีก ถ้าอยากไปนักจะพาไปนอนเต้นท์ที่เขาหลวงจังหวัดสุโขทัย มันขึ้นไม่ไหวจะพากางเต้นท์นอนตรงตืนเขาแทน คงพอบรรเทาแทนกันได้ (มั้ง) แค่คำว่า"คนที่คุณคุยด้วยได้ตายไปแล้ว" เมื่ออาทิตย์ก่อนเครียดจัด งานลูกค้าส่งไม่ได้ตามกำหนดต้องมานั่งคุมงานเองในวันหยุดขนาดนั้นงานก็ไม่เสร็จทันเจอลูกค้าโทรตามนับได้ไม่ต่ำกว่า50 สาย อาทิตย์ที่ผ่านมาก็พอมีงานเข้าให้ลูกค้า พนักงานที่ร่วมงานด้วยก็เต็มใจช่วยงานเพราะว่าสัญญาว่าจะพาพวกเค้าไปเที่ยวในวันหยุดปิยะฯ ระหว่างไปเที่ยวก็สนุกสนานกันใหญ่นานๆได้ออกมาเที่ยวกันหลังจากที่ทำงานกันอย่างหนักทำโอทีกันแบบเที่ยงคืนเกือบทุกวัน ถามว่าเหนื่อยไหมก็ไม่นะ..เพราะเราเหนื่อยร่างกายมากกว่า ส่วนเรื่องงานมันมีปัญหาไม่ได้เกี่ยวกับตัวคนก็ช่วยๆกันแก้ไขปัญหาไป โชคดีที่ได้ลูกค้าไม่มากเรื่องเท่าไหร่พอคุยกันได้ ส่วนพนักงานที่ร่วมงานก็ทำงานกันอย่างเต็มที่สุดความสามารถของเค้าแล้ว ตลอดทั้งเดือนงานสุ่มเข้ามามากมาย เกิดเรื่องมากมายทั้งเครื่องจักรเสีย Planงานของลูกค้ารั่ว งานส่งไม่ทัน ลูกน้องลาออก ลูกพี่ลาพักร้อนเป็นอาทิตย์ ได้ไปเที่ยววันปิยะก็ทำให้มีแรงกลับมาทำงานได้ในวันศุกร์แล้วงานที่ค้างส่งลูกค้าก็สามารถผ่านไปได้ด้วยดี มีกำลังใจทำงานต่อไปแล้ว
ทุกอย่างกำลังดูดีแล้ววันเสาร์(ก็คือวันนี้) พักผ่อนเต็มที่ ตื่นมาสดใส อากาศแสนดี ไม่ต้องตื่นแต่เช้าไปดูงาน วันนี้ออนเอ็มเจอเพื่อนที่ทำสเปชด้วยกันให้คำปรึกษาและช่วยทำ ก็คุยกันธรรมดาผ่านMSN พอเข้าไปดูสเปชให้แล้วตกแต่งให้เสร็จก็ส่งข้อความบอกว่าเรียบร้อยแล้วนะ ถ้าไม่สวยก็เปลี่ยนใหม่ได้ ส่งเสร็จก็ปิด และแล้วปลายทางก็ส่งกลับมาว่า "คนที่คุณคุยด้วยเค้าได้ตายไปแล้ว" ใครได้อ่านแบบเราต้องถามว่า ใครอ่ะ จริงเหรอ ทำไม รู้ไหมว่าไอดีอ่ะเพื่อนเรา แต่คนตอบอ่ะใครก็ไม่รู้ บอกเราแบบนั้น
พอถามว่าทำไม เค้าบอกว่าโดนเมียจับได้ ไปนอนให้หนอนขึ้นที่ห้องแล้ว ไอ้เราก็ขำๆ เกี่ยวไรกับเราอ่ะ ก็ตอบเค้าไปว่า "ใครจะเป็นไรไม่เกี่ยวกับเราเพราะเราเป็นแค่เพื่อน ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้" และก็บอกว่า "สมน้ำหน้า" ไม่รู้ว่าปลายสายเป็นSheหรือ He แต่ที่รู้ๆ ถามเราว่าจริงหรอ พอเราบอกว่าจริง มานดันบอกว่าเราอ่ะตอแหล ถ้าเป็นเพื่อนกับเรามาก่อนคำนี้ก็คงไม่โกรธหรอกเหมือนเป็นการพูดเล่นๆ แต่นี่เค้าเป็นใครกัน? จู่ๆไม่รู้จักเรามาว่ากันได้ พอเราบอกว่าไม่ได้ตอแหลเป็นเพื่อนจริงๆ มานก็บอกว่า "รักเค้าอ่ะดิ" ก็เลยบอกว่า "รู้จักกันแค่นี้แถวบ้านไม่เรียกว่ารักหรอก" คนปลายทางพยายามพิมพ์กลับมาต่อว่าอีก ก่อนจะควบคุมตัวเองไม่ได้ด้วยความที่เราเป็นแช้มป์พิมพ์ดีดที่เร็ว พอๆกับคำพูดและสมองคิด เลยตอบกลับว่า "ถ้ารู้จักกันแค่นี้แล้วเรียกว่าความรัก ก็มีแต่คนไม่มีสมองเท่านั้นล่ะที่คิดได้" ก็บอกได้แค่นี้แล้วก็บอกลาเค้า โชคดีนะที่ปลายสายไม่ตอบโต้อีก ได้แค่พิมพ์กลับมาว่า "ขอบคุณ บาย"
อยากจะบอกจังเลยว่า คนเรารู้จักกันผ่านหน้าคอมฯแค่คุยกันไม่กี่ครั้งถึงเดือนหรือเปล่าไม่รู้ ไม่ว่าจะเป็นเราเองหรือว่าคนอื่นเราเชื่อว่า คงไม่ทำให้คนรักกันได้ ก็ไม่รู้แท้จริงเป็นแบบไหนอันนี้ส่วนตัวเราเป็นเช่นนั้น แต่ถ้าพูดว่าเราผูกพันกับเพื่อนๆในเว๊บไหมอันนี้แน่นอนยิ่งรู้จักกัน พูดคุยกันมากขึ้นความผูกพันมันก็เพิ่มขึ้นจะเรียกว่ารักไหม ถ้ารักเพื่อนอ่ะใช่ แต่ถ้ารักแบบอื่นอ่ะตัวเราเองก็ไม่รู้จักด้วยดิ หรือว่าประสบการณ์เล่นเน็ตมาสิบกว่าปีนี้ทำให้เราคิดผิดกันนะ.. แต่ประเภทหึงแบบไม่มีสาเหตุนี่เจอบ่อยๆ ไม่ว่าจะมีเพื่อนแบบไหนก็มักจะเจอแบบนี้ทั้งนั้นหรือว่าเห็นฉันเป็นคนไม่มีแฟนเลยชอบจับคู่ให้อยู่เรื่อยแล้วคิดกันเอาเองว่าฉันจะแย่ง เห็นแบบนี้ก็เลือกนะยะ ถ้าไม่เลือกป่านนี้ลูกคงเข้ามัธยมแล้วมั้ง55+ หรือเสียคนไปนานแล้ว
สำหรับจอสี่เหลี่ยมนี้ฉันก็ยังชอบมีเพื่อน เพราะเปิดโลกเรา เราไม่ได้เลือกคบกันที่อายุ รูปร่างหน้าตา หรือฐานะ แต่เรารู้จักและเลือกคบกันตามความคิดที่เราสนใจ เรื่องดีๆอ่ะมีเยอะ เพื่อนบางคนในนี้เรารู้จักกันมาเกือบสิบปี ไม่ใช่ว่าเห็นเราเป็นหญิงแล้วต้องมีเพื่อนผู้ชายเท่านั้นนะ เพื่อนผู้หญิงก็มีเยอะ มีน้องๆผู้หญิงที่ชอบปรึกษาโน่นนี่ก็มีเยอะ ตั้งแต่เรียนตลอดจนเรียนจบก็ปรึกษาเรื่องงาน เพื่อนผู้ชายบางคนคบกันตั้งแต่ยังไม่แต่งงานให้แนะนำตั้งแต่จีบแฟนใหม่ๆจนตอนนี้แต่งงานกันแล้ว บางคนมีลูกแล้วด้วย
ไม่รู้นะว่าคำว่า"เพื่อน" แต่ละคนให้คำจำกัดคำนี้ว่าไงกันบ้าง คือสำหรับเราเพื่อนคือคนที่แชร์ความคิด เพื่อนมีผิดถูก มีชั่วดีแต่เค้าก็เพื่อนเรา แค่เราไม่มีความทุกข์ใจที่จะคบหาเพื่อนคนหนึ่ง.. ถ้าหากภาษาไม่แปรเปลี่ยนคำว่า "เพิ่อน" เขียนอย่างไงความหมายก็เหมือนเดิม เหรียญสิบบาท..กับความคิดคนเงินสิบบาท
ถ้าเรามีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อของ 3 บาท จะได้รับเงินทอนเท่าไร ? ครูคนหนึ่งตั้งคำถามกับเด็กว่า ' ถ้ามีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อของ 3 บาท จะได้รับเงินทอน เท่าไร ' เด็กส่วนใหญ่ตอบว่า '7 บาท ' แต่มีเด็ก 2 คนที่ตอบไม่เหมือนกับคนอื่น คนหนึ่งตอบว่า '2 บาท ' อีกคนหนึ่งตอบว่า ' ไม่ต้องทอน ' ครูถามเด็กคนแรกว่าทำไมถึงได้เงินทอน 2 บาท คำตอบที่ได้ก็คือภาพในใจของเขา สำหรับเงิน 10 บาท คือ เหรียญห้า 2 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา 3 บาท เขาก็ให้เหรียญห้า 1 เหรียญ ดังนั้น จึงได้เงินทอน2 บาท ถามเด็กคนที่สองว่าทำไมไม่เหลือเงินทอนเลย คำตอบก็คือเด็กคนนี้คิดว่าในกระเป๋ามีเหรียญบาท 10 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา 3 บาท เขาก็ส่ง เหรียญบาทให้ 3 เหรียญ เพราะฉะนั้น คนขายจึงไม่ต้องทอนเงินให้เขา โชคดีที่เป็นการถาม-ตอบในห้องเรียน ลองนึกดูสิครับว่าถ้าโจทย์นี้เป็นข้อสอบที่มีคำ ตอบเป็น ก-ข-ค-ง เด็ก 2 คนนี้ก็คงไม่ได้คะแนนจากคำตอบที่ผิดเพี้ยนจากคนส่วนใหญ่ การสร้างโจทย์ที่ ' เสมือนจริง ' จินตนาการของ ' ครู ' อาจถูกจำกัดเพียงแค่ ' ตัวเลข ' แต่สำหรับเด็ก จินตนาการของเขาไร้กรอบ 10 บาท จึงสามารถเปลี่ยนเป็นเหรียญสิบ เหรียญห้า หรือ เหรียญบาท เมืองไทยมีเหรียญ 2 บาท เราจึงได้คำตอบเพิ่มอีก 1 คำตอบ คือ ได้เงินทอน 1 บาท โลกในห้องเรียนกับโลกของความเป็นจริงนั้นแตกต่างกัน โลกในห้องเรียน ทุกคำถาม ส่วนใหญ่ มีเพียง 1 คำตอบ แต่โลกของความเป็นจริง ทุกคำถามอาจมีคำตอบที่ถูกต้องได้เกิน 1 คำตอบ ' อย่ารีบตัดสินความผิดถูกของคนๆ นั้น เพียงแค่ คำตอบ ของเรา ' ' อย่าหยุดความคิดสร้างสรรของคนๆ นั้น ด้วยกรอบความคิดของเรา ' คิดโปรแกรมเที่ยวปาย ต้นเดือนธันวา.ปีนี้น้องชวนไปเที่ยวปาย มันบอกว่าเจ้เดี๋ยวหนูก็เรียนจบ เดี๋ยวก็ทำงานยังไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย อารมณ์ประมาณว่าเกิดมายังไม่เคยไปเที่ยวดอย เที่ยวป่า แบกเป้เที่ยวเองเลย โถ้ๆน้องรัก พี่ก็อยากพาไปนะแต่ว่าปลายเดือนพ.ย. พี่ก็รับปริญญา ไหนจะงานพี่อีก น้องที่ช่วยงานก็ดันลายาวไม่รู้จะกลับมาทำงานต่อหรือเปล่า เพราะไปสมัครเป็นครูสอนเด็กอยู่ ไอ้เราก็เห็นแก่ความตั้งใจของน้องเค้า เพื่ออนาคตชาติไทยเราจะได้มีครูดีๆ เลยต้องทำงานเหนื่อยเป็นสองเท่าเลย ส่วนไอ้น้องรักมันก็ทวงอยู่นั่นอ่ะว่าให้พาไปเที่ยว..ก็เราไม่น่าบิ้วอารมณ์การแบกเป้เที่ยวให้น้องฟังบ่อยๆเลย.. มันก็บอกว่าพี่อ่ะไปบ่อยแล้วพาหนูไปด้วยดิ ทำเป็นพ่อแม่เดียวกันเลยนะ พี่เราแท้ๆยังไม่ชวนไปเลย แม้ๆๆแค่ลูกอาทำเป็นขู่ หุหุ
ว่าไปแล้วไอ้เราก็อยากไปเหมือนกัน..ปีที่แล้วก็เหนื่อยแบบนี้ล่ะแต่ก็ดั้งด้นไปเที่ยวดอยอ่างขางกับเพื่อนแบบว่า ไปต้นเดือนธันวา รถไม่จองที่พักไม่มี แบกเป้นั่งรถทัวส์ไปกันแบบแกไปฉันไปถึงไหนถึงกัน ก็บ้าไปกันได้แค่สองคนแถมหญิงทั้งคู่ (จนคนมองเราว่าเป็นทอมดี้กันแล้ว55+ แล้วใครจะเป็นอ่ะห้าวกันทั้งคู่)
ยังไม่เคยไปเที่ยวปายเลย ตอนนี้ก็หาข้อมูลว่าจะพาน้องไปแบบไหนดี น้องก็บอกว่าเอาไงก็ได้พี่ไม่เรื่องมาก ไอ้เราก็อยากขับรถพาน้องเที่ยวนะจะได้แวะเที่ยวโน่นนี่ได้ แต่ปัญหาคือมีรถเป็นของตัวเอง แต่ไม่มีปัญญาขับให้ใครนั่งด้วยนี่ดิหุหุ เท่าที่คุยๆกันไว้ว่า ถ้าใครไม่ไปกับเรา เราจะไปกันสองคน ไปแบบนั่งรถทัวส์ พอไปถึงที่โน่นค่อยเช่ามอไซค์ขับ (ว่าแต่มอไซค์ ดิฉันไม่ค่อยได้จับมันมานานจะรอดไหมหว่า..) ที่พักกะว่าไม่เอาเต้นท์ไป แต่จะหาที่พักถูกๆ พักกัน ถ้าโชคร้ายคงเป็นห้องน้ำรวม (ประเด็นไม่ใช่ห้องน้ำ แต่ถ้าหนาวมากไม่อาบน้ำจะมีใครว่าไหมเนี่ย หุหุ) ปีที่แล้วไปเที่ยวดอยอ่างขางอาบน้ำตอนสองทุ่มตัวชาไปเลย คือน้ำเย็นแบบติดลบตอนอาบนี้ไม่มีความรู้สึกเลย ต้องรีบตักน้ำอาบหยุดไม่ได้ หยุดแล้วหนาวเลย
ว่าไปแล้วเราไม่เรื่องมาก น้องก็บอกว่าไรก็ได้ แต่จะพาน้องไปเที่ยวไหนบ้างนี่ดิ คิดไม่ออก ปายก็น่าไป ปางอุ๋งก็น่าเที่ยว ห้วยน้ำดงก็ดี แต่คิดโปรแกรมไม่ออก กะว่าจะไปหยุดสามวัน5-7 ธันวา (คนเยอะอีกแล้วเราดีเผื่อได้โบกรถไปฟรี อิอิ)ใครมีโปรแกรมหรือเคยไปมาแล้วช่วยคิดหน่อยจิว่าเอาไงดี จะพาน้องน้ำหนักแปดสิบกว่าโลไปเที่ยวนี่..พี่อย่างเราคิดหนักนะเนี่ย ทีแรกกะว่าจะพาไปขึ้นดอยแบบเดินขึ้นเขาที่เขาหลวงแบบที่เราเคยไป น้องมันบอกว่าหนูก็อยากไปแล้วพี่จะพาหนูไปได้ป่ะเนี่ย กลัวไม่ไหว (พูดแบบนี้นึกถึงตอนเรียน ปวส.เมื่อห้าหกปีที่แล้วเลย มีเพื่อนที่น้ำหนักมากคนหนึ่งไปเที่ยวกันสาวๆห้าคน กว่าจะขึ้นไปถึงยอดเขาก็เที่ยงคืนได้ ฮาๆๆ แต่ทริปนั้นเป็นอะไรที่สนุกและอยู่ในความทรงจำมากๆ)
อยากให้น้องได้เที่ยวแบบสนุกและเป็นความทรงจำที่ดี ฉลองให้น้อง นิดว่าดีกว่าพาน้องไปฉลองปาร์ตี้ที่ผับหรือเทคเยอะเลย ไอ้แบบนั้นถ้ามันชอบเดี๋ยวน้องมันไปเองยิ่งถ้าเรียนจบแล้วก็ไม่ห่วงไรแล้วล่ะ..อยู่รอดปลอดภัยจนเรียนจบได้ก็นับว่าเก่งพอตัว
คิดๆ แล้วกลุ้ม จะพาน้องเที่ยวแบบไหนดีหว่า เพื่อนๆที่รู้จักก็ไม่มีใครเคยไปเที่ยวปายเลย..หาหน้าเว๊บต่างๆ ก็ไม่ค่อยมีเวลาหาเลยเพราะงานช่วงนี้มากกว่าคำว่ายุ่ง หุหุ แต่ถ้าได้ไปเที่ยวเดียวมาโม้ใหม่ เคยฝันแล้วเป็นจริงกันไหม? เคยฝันอะไรแล้วเป็นจริงกันบ้างไหม? นี่ไม่ใช่ความฝันว่าอยากทำไร หรือเป็นไร แต่หมายถึงเมื่อเราหลับตาลงแล้วเกิดความฝันทั้งๆที่เราไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าฝันแบบนี้ ถึงใครก็ไม่รู้ที่ไม่รู้จัก หน้าตาก็ไม่คุ้น สถานที่ก็ไม่คุ้นเคย พอตืนนอนมาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับความฝันนั่นเลย
ที่พูดมานี่เพราะว่าตัวนิดเองเป็นคนไม่ค่อยฝัน (ไม่ค่อยมีจิตนการ หรือคิดอะไรมากจนเก็บมาฝัน ไม่ก็นอนดึกจนไม่มีเวลาได้ฝันก็ไม่รู้) เวลาฝันอะไรก็จะรู้สาเหตุของความฝันของนิดมีสองอย่างคือ
1.เรื่องที่คิดก่อนนอนมักจะฝันถึง (ซึ่งไม่ค่อยเป็นบ่อยส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องดูหนังละครแล้วเก็บมาฝัน ชอบคิดว่าตัวเองเป็นนางเอกเรื่อยเลย อิอิ) ปีหนึ่งจะฝันไม่เกิน 10 ฝันหรือไม่มีเลยก็เคย
2.ฝันเกี่ยวกับอะไรก็ไม่รู้ บางครั้งได้ยินแต่เสียง ไม่เห็นหน้าคนพูด(ซึ่งเป็นบ่อย) เป็นเหตุการณ์ที่ปกติมาก (ซึ่งเป็นเหตุให้ตื่นนอนมาไม่อยากจำหรือคิดถึง) เช่นฝันว่า ไปยืนคุยกับใครสักคนที่ไม่รู้จักเป็นกลุ่มใหญ่ ในที่ผู้คนมากมาย สถานที่ไม่คุ้นตา, ฝันว่าทะเลาะกับใครก็ไม่รู้ ทะเลาะแบบเพื่อนทะเลาะกันแต่ไอ้คนที่เราทะเลาะด้วยดิ เราก็ไม่รู้จักดันฝันถึงแถมไม่เห็นหน้าอีก แต่รู้ว่าเป็นหญิงหรือชาย เป็นฝันแบบไร้สาระ และใครที่ไม่รู้จัก ทำให้ไม่ค่อยใส่ใจกับมันนัก
อยากถามคนอื่นเหมือนกันว่าเป็นบ้าเหมือนเราป่ะ.. สี่วันก่อนก็เป็นอีกแต่นี้มันเร็วเลยจำได้..
มีเพื่อนรุ่นพี่มาหา แล้วเพื่อนเราก็เห็นเค้าหลังจากที่พี่เค้ากลับเราก็เลยถามเพื่อนว่า "แกว่าเค้าอายุเท่าไหร่" แล้วเพื่อนก็บอกว่าเค้าน่าจะพอๆกับพวกเรา ได้ยินคำตอบก็บอกว่าเค้าห่างพวกเราตั้ง6-7 ปี เพื่อนบอกว่าหน้ายังเด็กอยู่เลย ถ้าคนนั้นได้ยินคงดีใจ ตกเย็นก็ดันฝันว่า พี่คนนั่นโทรมาหาแล้วเราก็บอกเกี่ยวกับเรื่องที่มีคนบอกเค้าหน้าเด็ก แล้วก็หัวเราะกันใหญ่โต เรื่องนี้ก็ถูกเราให้น้องที่บริษัทฟังทั้งเรื่องจริง และฝันถึง
แต่จบเรื่องแค่นี้ก็ดีดิ มันดันกลายเป็นจริง ก็ตกเย็นวันนั่นระหว่างนั่นโอทีกับน้อง พี่เค้าก็โทรมา คุยเรื่องโน่นนี้กันแล้วก็คุยเรื่องวันที่เค้ามาหา แล้วคำที่เราคุยกันทุกคำมันเหมือนในฝันเลย..คุยเสร็จว่าสายได้ บางอ้อเลย.. ว่าแล้วมันคำพูดคุ้นๆ
เหตุการแบบนี้เป็นบ่อยมาก.. บางครั้งเกิดขึ้นเราเองกับรู้สึกว่าคุ้ยเคยเหตุการณ์นี้มาก่อน แล้วก็อ้อภายหลังว่าคนที่เราคุ้ยด้วยที่แท้เป็นคนนี้นี่เอง เกิดที่นี่เอง.. มันชอบเป็นแบบนี้มาก่อนบางครั้งก็มีพยายานแต่น้อยครั้ง เช่นฝันว่าไปเที่ยวที่นี่กับเพื่อนคนนี้มา แล้วมาเล่าให้เจ้าเพื่อนฟังว่า ฉันกับแกไปเที่ยวที่ไหนสักที่ แล้วเกิดเห็นการณ์อะไรขึ้น (ส่วนใหญ่เป็นเรื่องดีๆ) ตอนฟังเพื่อนหัวเราะบอกว่าแต่อยากไปเที่ยวมากขนาดเก็บมาฝันเหรอ..
แต่พอเหตุการณ์นั่นเกิด เพื่อนมันก็จำไม่ได้ แต่ไอ้เราดิจำได้ ถามเพื่อนว่าจำที่ฉันเคยเล่าให้แกฟังได้ป่ะ แล้วเพื่อนก็ได้แค่อืมๆๆ
คนอื่นๆ เป็นแบบเราบ้างป่ะ.. แต่เราเชื่อนะว่า ถ้าได้ฝันแล้วจะเป็นจริง ไม่ต้องแปลกใจกันนะถ้าเจอใครครั้งแรกแล้วนิดสนิทด้วย.. แต่ว่าฝันที่เค้าบอกว่าเจองูรัดนี่เกิดมาไม่เคยฝันเลย 55+ หรือว่าเราจะอยู่เป็นโสด ดีกว่ามีแฟน...น่าคิดเหมือนกันนะเราอ่ะ นี่อุตส่าห์ไปแอบอ่านมาเสียวๆเหมือนกัน ฮาๆๆๆ ไปก๊อปมาจากเว๊บSanookอ่ะ เรากับเพื่อนๆ อีกหลายคนคงโดนเต็มๆ เหมือนเราล่ะว๊า
ในฐานะผู้ชายดีๆ ที่หายากคนหนึ่ง ผมรู้สึกเห็นใจสตรีเพศจริงๆครับ…
อ่านมาถึงบรรทัดสุดท้ายและท้ายสุด... สรุปแล้วกัน ถ้ามีแฟนดีๆ ก็ไม่อยากโสดหรอก.. แต่ถ้าดูผิดอ่ะ น่ากลัวคิดแล้วปวดหัวอยู่แบบนี้ดีที่สุด |
|
|