Own_'s profileSpaces นี้ใช้ตัวหนังสือถ...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
พยาธิลงเท้า"เอาอีกแล้วไอ้นิด" คำนี้จะได้ยินบ่อยมากๆ เพื่อนๆ คงคุ้นกับสถานที่เที่ยวที่ฉันอยากไปมากมาย โปรแกรมที่ไปผุดขึ้นมาเรื่อยๆ แต่เพื่อนๆก็ไม่ยอมไปกับฉันสักคนไม่รู้มันกลัวอะไร แล้วและหลังจากการเหน็ดเหนื่อยจากการเรียน และทำงานก็จะได้มีโอกาสไปเที่ยวสักที
งานนี้หาที่โน่นที่นี่มากมาย แล้วที่จะไปก็หาข้อมูลไม่กี่วันเองก็สรุปกับไอ้เพื่อนซี้ว่าเราจะไปที่ดอยอ่างขางกัน แต่ทริปนี้เราจะนั่งรถทัวร์ตอนไป ขากลับนั่งรถไฟกลับ แต่เช็คที่พักก็เต็มกันหมดสรุปก็จะไปกันให้ได้ก็พยาธิมันลงเท้าแล้วนี่ ก็จะไปโดยเอาเต้นท์ไปกันถึงไหนก็กางเต้นท์นั่นแล้วกัน ไอ้เพื่อนเรามันก็ชวนโบกรถขึ้นดอยอีกแล้ว สวยๆกันด้วยดิรถคงจอดรับไม่ทันแต่ไปกันแค่สองคนก็คงจะสนุกดีเพราะไม่เรื่องมาก เรื่องกินอยู่สำหรับพวกเราไม่มีปัญหา โปรแกรมก็เปลี่ยนกันเรื่อยๆ ไม่มีการวางแผนอะไรเลยนึกอยากไปกันซะงั้นก็ไปไม่คิดอะไรมากแค่มีเพื่อนซี้คนหนึ่งไปกับเราก็พอแล้ว...
เจ็บไปหมดเลยค่ะ ขำๆ นะสุดารัตน์ ไปพบแพทย์ที่คลีนิคเวชกรรมทั่วไปแห่งหนึ่ง ด้วยอาการปวด "สวัสดีครับ คุณสุดารัตน์ช่วยเล่าอาการให้หมอฟังหน่อยสิครับ" นายแพทย์หนุ่มเริ่มต้นซักประวัติ "คุณหมอขา คุณหมอต้องช่วยดิฉันให้ได้นะคะ ดิฉันเจ็บไปหมดเลยค่ะ ไปหาหมอหลายที่แล้ว เขาว่าดิฉันเป็นโรคประสาทค่ะ เขาจะส่งดิฉันไปปรึกษาจิตแพทย์ค่ะ แต่ดิฉันเจ็บไปหมดเลยค่ะ จริง ๆ นะคะ" คุณสุดารัตน์อธิบาย และขอร้องให้นายแพทย์เชื่อ "เจ็บไปหมด.... อืม .. ยังไงน่ะครับ อธิบายให้เฉพาะเจาะจงหน่อยได้ไหมครับ" นายแพทย์หนุ่มถามประวัติต่อ คุณสุดารัตน์จึงสาธิตให้ดู เธอชี้นิ้วไปที่หัวเข่าขวา "นี่ค่ะ ตรงนี้เจ็บมากเลยค่ะ" จากนั้นก็ชี้ไปที่แก้มซ้าย "โอ๊ย นี่ก็เจ็บค่ะ" แล้วเธอก็ชี้ไปที่ติ่งหูขวา "ขนาดตรงนี้ยังเจ็บเลยค่ะ" สุดารัตน์รู้สึกว่า แค่เอานิ้วแตะที่ติ่งหู...ยังเจ็บได้ขนาดนี้ เธอช่างโชคร้าย เป็นโรคประหลาดอะไรกันแน่นี่ คิดดังนั้นเธอก็ร้องไห้ ![]() นายแพทย์หนุ่มเชื่อว่าคุณสุดารัตน์น่าจะเจ็บจริง จึงตรวจร่างกายอย่างละเอียด พิจารณาสักพักหนึ่งก็สามารถวินิจฉัยได้ว่า "ที่คุณรู้สึกเจ็บ ก็เป็นเพราะว่า 'นิ้วชี้'ของคุณหักน่ะครับ" คำคมน่าจำเพราะสังคม ประเมินค่าที่จนรวย คนจึงสร้างเปลือกสวย ไว้สวมใส่ หาสังคม วัดค่าที่ภายใน คนจะสร้างแต่จิตใจที่ใฝ่ดี
กว่าจะเป็นผีเสื้อสีปีกสวย เวลาช่วยให้งามตามวิถี จากหนอนเป็นดักแด้ ถูกย่ำยี กลับดูดีเมื่อลอกคราบ ภาพน่ายล เปรียบเร่งรัด ตัดสินคนเพียงแรกเห็น ผิดประเด็นผลลัพธ์จึงสับสน เมื่อไม่ได้รับรู้ ถึงตัวตน ตัดสินคนด้วยภาพลักษณ์ มักพลาดไป
ความสำเร็จมักอยู่ไกล เกินไปถึง กับคนซึ่งนั่งหงอยและคอยหา ความสำเร็จ จะมาอยู่แค่ปลายตา กับคนที่คิดว่า ต้องพยายาม
ไม่มีคำว่าแพ้หากว่าเราได้เริ่ม ไม่มีคำว่าอยู่ที่เดิมหากเราได้ค้นหา ไม่มีคำว่าเป็นที่หนึ่งหากยังต้องพึ่งพา ไม่มีคำว่าดีกว่าหากว่าเราไม่ตั้งใจ
ความห่างไกล สอนให้ใจคิดถึง ความรำพึง จะสอนตอนห่วงหา ความเชื่อใจ จะสอนตอนนินทา แต่ความกล้า จะสอนตอนเรากลัว
ถ้าจะแพ้อย่าอ่อนแอให้ใครเห็น ถ้าอยากเป็นคนเข้มแข็งต้องแกร่งไว้ ถ้าอยากร้องไห้ก็ร้อง ให้หน่ำใจ แต่ขอให้ได้อะไรจากน้ำตา
อย่าทำ ในสิ่งที่ไม่มีสิทธิ์ อย่าคิด ในสิ่งที่ไม่มีค่า อย่ารอ ในสิ่งที่ไม่มีมา อย่าไขว่คว้า ในสิ่งที่ไม่มีจริง
วิธีดูคนที่ได้ผลคือ ดูวิธีปฏิบัติต่อคนที่เขาไม่มีผลประโยชน์ด้วย เด็กหนอเด็กน้องที่บริษัทมาเล่าให้ฟังว่าหลานเค้าเป็นคนช่างพูดมาก พึ่งเรียนอนุบาลเองแต่มันก็มีเรื่องตลกที่เราฟังแล้วอดอมยิ้มไม่ได้ ก็คือ ยายเค้าอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ ด้วยความที่อายุก็มากแล้วสายตาก็เริ่มมองตัวหนังสือไม่ได้ ก็สั่งลูกสาวให้ไปเอาแว่นตามาให้ “ .....ไปเอาแว่นตามาให้แม่อ่านหน่อย แม่อ่านหนังสือไม่ออก” เด็กน้อยนั่งอยู่ใกล้ๆยาย ได้ยินยายบอกอา ก็รีบตะโกนบอกอาว่า “ อา เอาแว่นตามาให้หนูด้วย หนูจะได้อ่านหนังสือออก” เด็กหนอเด็ก... อายุพึ่งอนุบาลจะอ่านหนังสือออกได้ไง คงไม่รู้ว่าอ่านไม่ออกก็คือมองไม่ค่อยเห็น.... ประทับใจในเพลงชาติไทย
มีเรื่องประทับใจมากๆ มันอาจเป็นเรื่องเล็กๆ นะแต่สำหรับเรารู้สึกภูมิใจสุดๆ วันนั้นเราจะเดินทางกลับต่างจังหวัดจองตั๋วรถเรียบร้อย ไปหมอชิตกับเพื่อนอีกคนแต่เพื่อนเรารถออกก่อนเพื่อนไปสายอีสานเราไปสายเหนือ เพื่อนชวนไปนั่งรอโรงอาหารชั้นสองของหมอชิต เราสองคนใส่กางเกงขาสั้นทั้งคู่ นั่งรอเหมือนวัยรุ่นทั่วไป (ขอวัยรุ่นสักวันเฮอะ) วันนั้นก็มีวัยรุ่นเยอะเหมือนกัน ผู้ใหญ่ก็มีนิดหน่อย เรากับเพื่อนก็เม้าท์ๆ กันเราเริ่มมองเห็นนาฬิกาที่โรงอาหารอีกห้านาทีแปดโมงเช้า ในใจคิดว่าเราจะลุกยืนหรือเปล่าถ้าคนอื่นไม่ลุกจะทำไง เราบอกเพื่อนว่าลุกกันไหม? เพื่อนบอกไม่ลุกหรอกไม่มีคนลุก โต๊ะอื่นก็ทำเหมือนไม่สนใจก็มองหน้ากันลังเลเหมือนกัน ตอนนั้นคนก็เดินกันเยอะจริงๆ บางคนก็นอนด้วย เวลาเริ่มนับถอยหลังพอเริ่มร้องเราก็ลุกขึ้นยืน พร้อมบอกเพื่อนว่า “เฮ้ย แกลุกขึ้นดิคนไทยป่ะเนี่ย” (ตอนนั้นไม่มีคนลุกยืนเลยนะ ในใจยังคิดว่าถ้าไม่มีคนลุกเราก็จะนั่งลงเหมือนเดิมแต่ผิดคาด) แล้วเพื่อนก็ลุกขึ้น โต๊ะอื่นๆ ลุกกันหมดเลย คนที่เดินๆ อยู่หยุดเดิน เราแอบมองออกไปข้างนอกผู้คนที่เดินอยู่พอมาถึงโรงอาหารเห็นคนยืนนิ่งก็หยุดเดิน และคนอื่นๆ ก็ทำตาม และยืนนิ่งกันหมดเลย ต่างชาติที่เดินมาก็หยุดนะ(คงงงด้วยมั่ง) ... พอเพลงชาติจบ ความรู้สึกที่ภาคภูมิใจมันเกิดขึ้น บอกไม่ถูกเลย ถ้าวันนั้นไม่มีใครยืนคนแรกทุกคนคงทำเหมือนไม่ได้ยิน และมันนานมากแล้วที่เราไม่ได้ยืนฟังเพลงชาติไทยตอนแปดโมงเช้า มันไม่ได้ทำให้เราเสียเวลาสักนิด ก็แค่ยืนนิ่งๆ ไม่กี่นาทีและไม่รู้ว่าจะอายอะไรเกิดเป็นคนไทยน่าภูมิใจสุดๆ เมื่อความกลัวมาเยือน (สุดท่าย)ส่วนใหญ่เราก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าที่เกิดขึ้นกับเราเพราะถ้าพิสูจน์ไม่ได้เราก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ ก็เหมือนกับเมื่อก่อนมีเพื่อนผู้หญิงมาอยู่กับเราสองคนรวมแล้วพักห้องนี้ก็สามคน เมื่อก่อนมีเรากับน้องสาวพี่เขยสองคน น้องสาวพี่เขยเห็นโน่นเห็นนี่บ่อยมากเราก็บอกว่าไม่เคยเห็นคิดมากหรือเปล่า นอนเยอะเกินไปมั่ง พอเพื่อนเรามาอยู่ด้วยอีกคนเพื่อนคนนี้เป็นคนขึ้กลัวผีมาก เราบอกเพื่อนว่า ถ้าดึกๆเรานอนหลับอยากปลุกถ้ามันเป็นเรื่องไร้สาระ เพื่อนเราไม่กล้าปลุกแต่ทุกวันเพื่อนจะเอาพระมาไว้ใกล้ๆตัว แต่แปลกนะสองคนกลัวผีแต่สวดมนต์กันไม่ได้สักบท แล้วสองคนนี้ดันเห็นอะไรคล้ายๆ กันเล่าเหมือนๆกันอีก แถมเรื่องตึกเรามีเจ้าที่เฮี้ยนมากแผ่ออกมาอีก แล้วน้องพี่เขยก็ย้ายไปอยู่กับแฟนเค้า เหลือเรากับเพื่อนสองคน(แต่ตอนนี้เพื่อนเราแต่งงานไปอยู่กับสามีเค้าแล้ว) เพื่อนเราเล่าว่าเค้าเป็นคนที่เห็นผีหรือดวงจิตบ่อยมากเคยกรี๊ดแล้วช๊อคกลางศาลามาแล้ว เราก็พึ่งรู้ก็เลยบอกเพื่อนว่าไม่ต้องกลัวห้องเรามีพระหลายองค์แล้วเราก็ไหว้พระประจำ และแผ่เมตตาด้วย แล้ววันหนึ่งเพื่อนก็บอกว่านอนกลางวันเพราะเข้ากะตอนกลางคืน นอนอยู่ดีๆ มีผู้ชายตัวโตมากก้มมามองหน้าเค้า แล้วก็เดินออกไป เพื่อนเราบอกว่า เค้าเป็นเจ้าที่ของที่นี่และดูแล้วเค้ามาดีคงมาดูแลเท่านั้นหลังจากวันนั้นเพื่อนเราก็ไม่ได้กลัวเรื่องแบบนี้เวลาที่นอนอยู่ตึกนี้ เราก็ไม่สามารถบอกอะไรใครได้เพราะเราเองก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งเหมือนกัน... แต่ว่าวันนี้เราจะนอนหลับหรือเปล่าเนี๊ยไม่รู้ว่าจะมีงูอีกหรือเปล่า แต่ก่อนจะนอนเราจะแผ่เมตตาให้เค้าแล้วกัน พรุ่งนี้จะเอาแรงที่ไหนไปทำงานนะ และพรุ่งนี้ต้องเดินทางตอนกลางคืนไปต่างจังหวัดร่วมงานเผาศพพ่อบุญธรรมอีกด้วย ตอนนี้ก็เริ่มเพลียแล้วเหมือนกัน อีกสักพักจะได้ไปนอนจะได้หลับสนิท สัพเพสัพตา ..................... เมื่อความกลัวมาเยือน3อีกเรื่องที่เราแปลกใจคือ เรื่องมีอยู่ว่าวันหนึ่งเรานั่งรถตู้บริษัทกลับจากทำงานพร้อมพนักงานคนอื่นๆ จู่ๆเราได้กลิ่นเหม็นมากพี่คนหนึ่งในรถกำลังเปิดกระจกด้วยเราก็ขอให้ปิดแต่ไม่ได้บอกว่าได้กลิ่นพี่เค้านึกว่าเราหายใจไม่ออกตามฉบับโรคประจำตัวเรา วันรุ่งขึ้นเรามีหน้าที่ลงมาในส่วนงานผลิตเพื่อตามงานเราได้กลิ่นธูปตลอดกลิ่นแรงมาก วันแรกก็นึกว่าแม่บ้านไหว้ศาลพระภูมิพอวันที่สองเราก็ได้กลิ่นอีกก็ยังคิดว่าเป็นของบริษัทข้างๆ บ้าง วันที่สามกลิ่นนั้นเราก็รู้สึกเหมือนเดิมทุกครั้งที่ลงมาในฝ่ายผลิตมีคนเดินข้างๆเรา เราถามว่าได้กลิ่นอะไรไหมเค้าบอกไม่ได้กลิ่น เราก็แปลกใจตัวเองเหมือนกันมองไปบริษัทข้างๆ เค้าก็ไม่มีไหว้ศาลรวมทั้งที่บริษัทเราด้วย พอวันที่สี่เราไม่ได้ลงไปข้างล่างอีกก็ถามน้องอีกคนที่ลงไปแทนว่าได้กลิ่นธูปหรือเปล่าน้องบอกไม่ เย็นวันนั้นเราเดินไปข้างล่างอีก มีพี่ที่เป็นหัวหน้าผลิตมาถามเราว่ารู้จักคนชื่อสุพรรณ บริษัทลูกค้าหรือเปล่า เราบอกเคยได้ยินชื่อแต่ไม่เคยเห็นหน้าและรู้ว่าพี่ๆข้างล่างจะสนิทกับคนนี้มากๆ ว่างๆก็แวะมาหากัน พวกพี่เค้าบอกว่าคนชื่อสุพรรณเค้าแอบชอบเรา มาบริษัทเราทีไรเค้าบอกอยากเห็นหน้าเรา เราก็ยิ้มๆแต่ต้องหุบทันทีที่พวกพี่เค้าบอกว่า คนชื่อสุพรรณตายแล้ว ตายประมาณสี่ห้าวันแล้วนั่งดูทีวีอยู่ดีๆ ก็ช๊อคตาย แล้วเราก็นับวันที่เรารู้สึกแปลกๆ แล้วมีพี่สองคนเป็นคนรับรู้ว่าเราได้กลิ่นประหลาดมาตลอด พวกพี่เค้าก็พึ่งจะรู้ข่าวกัน หลังจากนั้นเราไม่ได้กลิ่นธูปหรืออะไรอีกเลยแต่ได้ข่าวว่าที่บริษัทลูกค้าเราที่เค้าทำงานตอนมีชีวิตอยู่มีคนเห็นเค้ามาทำงาน โดนไปหลายคนเหมือนกัน เมื่อความกลัวมาเยือน2อ้อลืมเล่าอีกว่าปกติเราจะเป็นคนไม่ชอบฝันอะไร ถ้าคิดจะหลับหัวสมองจะว่างมากๆจะไม่เก็บเอาอะไรมาฝัน หรือฝันเห็นคนโน้นคนนี้ ถ้าฝันเรื่องนั้นส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ แต่มันอาจเร็วหรือช้าบอกไม่ได้เพราะถ้าคุ้นๆ กับเหตุการณ์อะไรบางอย่างเหมือนเราดูหนังรอบสองแล้วเดาออกว่าต่อไปจะเป็นอะไร แล้วมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับอะไรแปลกสำหรับเรา คือเท่าที่เรารู้ตัวนะ มีพี่ที่เรารู้จักและสนิทมากเมื่อก่อนพี่เค้าอยู่ตึกเดียวกับเราแต่ย้ายไปอีกตึกหนึ่งเป็นพี่ชายที่ปรึกษาได้ทุกเรื่องสำหรับน้องๆ พี่เค้าเสียชีวิตกะทันหันเรารู้ข่าวตอนเย็นวันนั้น วันก่อนเราโทรไปถามทางพี่เค้าพี่บอกว่ามาโรงพยาบาลยังคุยแซวเล่นกันอย่างสนุกสนานตามนิสัยไม่คิดว่าพี่จะอาการหนักพี่เค้าเสียชีวิตเพราะหัวใจล้มเหลว พี่เค้าอายุสามสิบกว่าๆ หนักประมาณเกือบร้อยโลได้คืนนั้นหลังจากเรารู้ข่าวกัน ก็แยกกันไปนอนห้องใครห้องมันประมาณเที่ยงคืนเสียงโทรศัพท์ภายในห้องเราดังขึ้นเรากำลังจะนอนเห็นเวลาอย่างชัดเจนใจนึกว่าเพื่อนหญิงเรากลัวผีโทรมาหา เรารีบไปรับสายผลคือไม่มีเสียงใครพูดอะไรเลย มีแต่เสียงลมเราถามชื่อก็ไม่ตอบเช้ามาถามเพื่อนหญิงว่าโทรมาหรือเปล่า เพื่อนบอกว่าไม่ได้โทรไปแล้วเมื่อคืนโทรศัพท์ห้องเพื่อนก็ดังเหมือนกันแต่เพื่อนกลัวไม่ลุกไปรับ เราสองคนก็งงกับเรื่องนี้เหมือนกันเพราะใครนะโทรมาแกล้งเราสองคนแต่ไม่มีใครรู้จักพี่เค้า และรู้จักห้องเรา และห้องเพื่อนหญิงเราไม่น่ามีใครมาแกล้งก็สรุปกันว่าพี่เค้าคงมาบอกให้เรารู้กันมั่งว่าได้จากโลกนี้ไปแล้ว เมื่อความกลัวมาเยือนปกติเป็นคนที่ไม่ได้กลัวอะไรง่ายๆ หมายถึงสัตว์ต่างๆนะ แต่วันนี้นั่งเล่นคอมฯอยู่ดีๆ ไม่รู้อะไรดลใจให้เอามือไปหยิบกระดานที่ใช้รองวาดภาพที่ตั้งหลังโน๊ตบุ๊ค แล้วสิ่งที่เห็นหลังกระดานคือ คล้ายๆ เชือดเส้นหนึ่งสีเทามีจุดๆคล้ายสายไฟ มือก็จะไปหยิบทิ้งแต่มันเลื่อยหนีรีบยกมือขึ้น ตอนนั้นยังไม่กลัวนะ แต่พอเอาไม้กวาดมาเขี่ยอีกทีทั้งร้อง รีบถอยมาตั้งหลักไม่รู้ว่าจะทำอย่างไง อยู่ห้องพักคนเดียวด้วย รีบโทรหาเพื่อนหญิงที่อยู่ตึกเดียวกันมาเป็นเพื่อนกะว่าจะจัดการเอง แต่พอทำแล้วมันรู้สึกกลัวขึ้นมาเราสองคนร้องโว้ยวายแข่งกันทั้งกลัวๆกล้าๆ ตัดสินใจก่อนมันจะเลื่อยไปที่อื่น โทรหาลุงเจ้าของตึกมาช่วยเอามันออกไป ลุงมาถึงดันมองไม่เห็นนึกว่ามันเป็นเชือกเหมือนเราเลยต้องชี้ให้ดู แล้วลุงก็จัดการฆ่ามันตาย ตัวมันประมาณนิ้วก้อยเราได้ยาวประมาณสิบเซ็นต์ได้นะ ความกลัวขึ้นหัวเลยทีนี้ เพราะย้อนกลับไปคิดว่าเมื่อก่อนตอนอยู่บ้านต่างจังหวัดเคยมีงูขึ้นมานอนในห้องนอนเราไม่รู้มันมาตอนไหนนอนกับมันมากี่วันไม่รู้แต่วันนั้นพอรู้วิ่งโว้ยวายออกจากห้องแทบไม่ทัน ตอนนั้นเป็นบ้านเราเองมีพ่อกับแม่อยู่ด้วยเราไม่กล้านอนห้องตัวเองต้องขอไปนอนกับพ่อแม่เลย และตอนมาทำงานใหม่ๆ อยู่ห้องชั้นล่างสุดเพราะสะดวกแต่น่าฝนไม่รู้ตะขาบตัวเล็กๆมาจากไหนมันมาแกะตัวเราเยอะเลย ตอนนั้นเราพักกับพี่ แต่พี่ไม่เป็นอะไรแล้วมันไม่ไปหาพี่เราเลยทั้งๆที่พี่นอนขวางทางมันอยู่ คืนนั้นเรารีบเปิดไฟหามันใหญ่เลยพี่บอกไม่เห็นอะไรเลย หาว่าเราละเมอคิดไปเองแต่แล้วพี่ก็เห็นมันเกาะที่ขาเราไม่งั้นคงไม่เชื่อเราแน่ๆ คืนนั้นเราเปิดไฟนอนและนอนไม่หลับเลยเพราะระแวง เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรกับเราหรือห้องเราเพราะเรานั่งเล่นคอมฯตลอดทั้งคืน ตอนกลางวันเราก็เล่นไม่เห็นมีอะไรเลยเราก็รื้อโต๊ะอยู่ไม่เห็นอะไรแล้วห้องเราก็อยู่ชั้นสี่ไม่รู้มันมาจากไหน หรือห้องเราจะรกจริงๆนะ แต่ห้องอื่นๆก็มีทำไมไม่ไปล่ะ ชั้นหนึ่งถึงชั้นสามหรือว่าจะชั้นสี่ของเราก็เหอะมีอยู่หลายห้องด้วยคนที่เค้าไม่กลัวหรืออยู่กันหลายคนมันก็ไม่ไปหานะ มาหาคนอย่างเรา (ตอนที่อยู่ต่างจังหวัดห้องพี่สาวกับพี่เขย หรือห้องพ่อกับแม่งูมันก็ไม่ไปนะมาห้องเราคนเดียวเลย) หลังจากที่พบเรารื้อห้องทุกมุม เพราะปกติจะชอบเปิดหลังทิ้งไว้ รวมถึงตู้เสื้อผ้าด้วยนี่ที่ตู้เสื้อผ้าเรายังไม่ได้รื้อดูเลยเพราะกลัวจะเจอแล้วไม่กล้านอนที่ห้อง ถ้าไม่กล้านอนเราก็ไม่รู้จะไปนอนที่ไหนกะว่าถ้าไม่เพลียเราก็นอนไม่หลับแน่เพราะความกลัว เพื่อนหญิงบอกว่าจะพบเนื้อคู่มั่งแต่เราไม่เชื่อหรอก ลูกพ่อเมื่อเสาร์เรายังสนุกกับเพื่อนเก่า หัวเราะกันคึกคัก แต่พอตกกลางคืนก็มีเรื่องที่ทำให้สับสนและเป็นอะไรที่งี่เง่ามากๆ พอวันอาทิตย์มาถึงทำให้เราได้คิดว่า ชีวิตของคนเราก็แค่นี้เพราะพึ่งได้รับข่าวร้ายมาว่า พ่อบุญธรรมที่เรารักและเคารพได้จากไปอย่างกระทันหัน พ่อกับเม่เราเสียใจกับเรื่องนี้มาก มากกว่าเราเสียอีก รู้เพียงว่าแม่ร้องไห้แทบไม่มีสติเพราะพ่อแม่เราพึ่งจากกับพ่อบุญธรรมมาไม่นานแล้วยังพึ่งคุยโทรศัพท์ไม่กี่ชั่วโมงเอง สำหรับพ่อเรานั้นข้างนอกอาจดูเข้มแข็งแต่ข้างในลึกๆ พ่อคงเสียใจมาก(อาจแอบไปร้องไห้คนเดียวเหมือนเราก็ได้)เพราะทั้งพ่อและแม่ เป็นเพื่อนรักกับพ่อบุญธรรมตั้งแต่สมัยเป็นเด็กๆ แล้วติดต่อกันตลอดเวลาของอายุท่าน
เมื่อประมาณสองเดือนก่อนพ่อบุญธรรมป่วยเข้าโรงพยาบาลอยู่เป็นเดือนเกือบไม่รอด แต่ด้วยกำลังใจ จากญาติๆ และเพื่อนสนิทอย่างพ่อแม่เราท่านก็ผ่านช่วงเวลานั้นได้ แต่แล้วคนประมาณบางคนก็ได้มาพรากชีวิตพ่อบุญธรรมไป พ่อขี่มอเตอร์ไซค์(ทุกครั้งจะเอารถยนต์ไป) วิ่งช้าๆ ในหมู่บ้านเพื่อไปทำธุระให้พ่อเราแล้วรถยนต์คันหนึ่งก็พุ่งเข้ามาชนรถพ่ออย่างแรง แม้จะมีคนรีบนำส่งโรงพยาบาลแต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตของพ่อได้ ส่วนลูกๆของพ่อบุญธรรม พี่คนเล็กบอกว่าจะบวชให้พ่อตอนท่านมีชีวิตอยู่แล้วก็ติดงานติดธุระทุกครั้ง จนถึงวันนี้พี่เค้าคงเสียใจมากเพราะพี่คงทำได้แค่บวชหน้าไฟให้พ่อยิ่งพี่ชายคนนี้แค่ผู้หญิงหักอกเดือนละคนพี่แกก็กินเหล้าเมาแล้วก็ร้องไห้มันทุกครั้ง
รู้แล้วว่าตอนนี้ตัวเราเองต้องการอะไรมากที่สุด เราไม่อยากเห็นน้ำตาของแม่ ไม่อยากให้พ่อเสียใจ อยากให้พี่สาวและครอบครัวของพี่สาวมีความสุข ใครคนอื่นเราไม่สนใจไปมากกว่าคนในครอบครัวของเราแล้ว ถ้าพวกเขาทุกข์ มีน้ำตา หรือเสียใจ จะมีใครล่ะที่ช่วยเค้าได้ถ้าไม่ใช่คนในครอบครัวเดียวกัน ทุกคนในครอบครัวของเรามีเราเป็นศูนย์กลางไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเค้ามักจะบอกเราเป็นคนแรก และพูดความจริงทุกครั้งที่ถาม แล้วเราล่ะเสียใจหรือทุกข์ใจแม้ไม่พูดออกมาแต่ทุกคนในครอบครัวจะรับรู้ แม้ไม่รู้สาเหตุที่เราเป็นแต่เค้าจะให้กำลังเราเสมอ
อยากบอกว่า ถ้าคุณทะเลาะกับพ่อแม่ไม่ว่าจะครั้งใดก็ตาม คงร้องไห้เสียใจที่โดนท่านตีหรือด่า เคยแอบมองหรือเปล่าว่าท่านเองก็เจ็บแล้วร้องไห้ออกมาเหมือนกันตอนนั้นคุณคงยังไม่รู้สึกอะไรแค่เฉยๆกับภาพนั้นเพราะคิดว่าเสมอกัน แต่ถ้าคุณคิดไม่อยากเกิดมาเป็นลูกท่านแล้ว หรือโดนท่านว่าไม่น่าเลี้ยงมาให้เสียข้าวสุกล่ะก็ ให้คิดใหม่นะ ผู้หญิงคนหนึ่งทนอุ้มท้องมาถึง 9 เดือนมีโอกาสฆ่าเราได้ตลอดเวลาในท้องแต่ก็ไม่ได้ทำ ทนเจ็บคลอดเราออกมา จำได้ไหมสะดือที่เรามีกันน่ะมันมาจากไหนเล่าถ้าไม่ใช่จากแม่เรา เคยคิดว่าไม่อยากอยู่แล้วกับครอบครัวแบบนี้ตอนเป็นเด็กๆ แต่เมื่อโตขึ้นเจอแบบทดสอบพ่อกับแม่จะแยกทางกันตอนคุณอายุ24 มันน่าจะดีใจที่ความคิดจะได้เป็นจริงและเราก็โตแล้วมันน่าจะดีกับเราแต่แล้วความรู้สึกมันไม่อยากเสียใครคนหนึ่งในครอบครัวไป พยายามทุกทางให้ได้ครอบครัวกลับมาเหมือนเดิมแล้วก็ให้รู้ไว้ว่าสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างดีขึ้นคือ การพูดคุยกันในครอบครัว การพูดความจริง ความเข้าใจกัน ให้โอกาสกันและกัน ทำให้ครอบครัวกลับมาเหมือนเดิมได้ แล้วถ้าคุณรู้สึกไม่ชอบหน้าพี่หรือน้องคุณเลยตีกันได้ทุกครั้งที่มีโอกาส ไม่เคยพูดดีกับเค้าเลย คำว่าพี่อาจไม่มีออกมาจากปากแต่รู้ไว้เถอะว่าพอถึงเวลาหนึ่งแล้ว ไม่มีอะไรจะมาแยกความเป็นพี่น้องไปได้ความผูกพันกันไม่รู้มันเกิดขึ้นตอนไหน อาจเป็นตอนที่ตีกันแล้วร้องไห้ทั้งคู่พอพ่อแม่รู้ท่านทำโทษทั้งคู่ หรือตอนที่ใครคนหนึ่งแต่งงานมีครอบครัวก่อนจึงทำให้เรารู้ว่าครอบครัวสำคัญกับเรามาก..
บ่นและระบายมามากพอแล้ว พรุ่งนี้จะเดินทางไปร่วมงานศพพ่อบุญธรรมแล้ว สิ่งที่ทำให้ท่านได้คงเป็นเพียงแค่เคาะโรงแล้วบอกท่านว่า "หนูมาแล้ว หนูรักพ่อนะ" แล้วทำให้คนที่มีชีวิตอยู่มีความสุขและบอกให้ท่านรู้ว่าเรารักท่านขนาดไหนตอนที่ท่านมีชีวิตอยู่กับเรา...
ปล. ใกล้วันพ่อแล้วใครไม่เคยบอกให้พ่อแม่รู้ว่ารักท่าน ก็ให้ใช้โอกาสนี้บอกให้ท่านรู้ไว้นะ เราไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไรวันนี้มีโอกาสก็รีบทำมันซะนะ
..หนูนิด ลูกพ่อแม่ค่ะ.. ข้อคิดดีๆ ในการดำเนินชีวิต1.นึกไว้เสมอว่าการโกรธ 1 นาที จะทำให้ความทุกข์อยู่กับคุณ 3 ชั่วโมง 21.เลือกให้ของขวัญคนที่ไม่เคยได้ดีกว่า ให้คนที่ได้เยอะจนจำชื่อคนที่ให้ไม่ได้ ความหมายตัวอักษรตัวท้ายของชื่อเราA / J / S
>> เป็นคนหลงใหลในอิสระเสรีภาพมาก ไม่ใช่เก็บตัว >> ทั้งยังชอบการแสดงออกเสียจนดูฟุ่มเฟื่อย สำหรับการทำงาน >> ชอบทำงานที่ได้เป็นเจ้านายตัวเอง >> ทั้งนี้เพราะว่าเป็นคนที่ยึดมั่นในความคิดของตนเป็นอย่างยิ่ง >> โดยไม่เปลี่ยนแปลงง่ายๆ และไม่ยอมประนีประนอมใด ๆ เลย >> แต่ก็เป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ต่อความต้องการของตน ทั้งยังเป็นคนมีอารมณ์ขัน >> และจริงใจต่อทุกคนที่เป็นเพื่อน >> B / K / T
>> อุปนิสัยมักเป็นคนที่เอาแต่อารมณ์เป็นใหญ่ >> จึงมักหวั่นไหวปรวนแปรได้โดยง่ายตามกระแสความต้องการของคนส่วนใหญ่ >> หรือบุคคลที่มีอิทธิพลเหนือกว่า แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนอ่อนไหวง่าย สงสาร >> รวมไปถึงการชอบสงสารและเข้าข้างตัวเองอีกด้วย >> ทั้งยังไม่ใช่คนที่มีความอดทนต่อสิ่งใดๆ เลย >> ละมักมีความฝังใจกับเรื่องร้าย ๆ ในอดีต >> C / L / U >> เป็นคนที่อยู่เฉย ๆ ไม่ค่อยได้ มักจะกระตือรืนร้น >> สนอกสนใจเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เสมอแต่จะสนใจอะไรได้ไม่ค่อยนาน >> และมักทำงานไม่ค่อยสำเร็จหากไม่มีคนช่วย >> ทั้งนี้เพราะมีความเป็นนักทฤษฎีมากกว่านักปฏิบัติ และยังเป็นคนที่ชอบการแสดงออก >> โดยเฉพาะในเรื่องความคิดจะให้ความสนใจในตัวบุคคลที่มีความสามารถเก่งการจจน เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง >> และชื่นชอบกับการติดต่อพบปะผู้คน >> D / M / V >> เป็นคนที่มีความเข้มแข็งและอดทนที่โดดเด่นมาก ชอบทำตัวง่าย ๆ ติดดิน >> และไม่เป็นปัญหาสำหรับใคร มักจะเป็นที่พี่งพาของคนใกล้ชิด >> เป็นผู้ให้ที่ดีสำหรับคนที่ต้องการความช่วยเหลือจริงจัง >> แต่จะไม่มีความอดทนกับคนที่เอาแต่งอมืองอเท้าไม่ทำอะไร >> นอกจากเอาแต่ร้องขอทั้งยังให้ความสำคัญกับการทำงานและสิ่งอัน >> เป็นสาระต่อชีวิต >> นอกจากนี้ยังเป็นคนที่รักความซื่อสัตย์มากที่จะทำทุกอย่างตรงไปตรงมา >> E / N / W >> เป็นคนชอบความทันสมัยมาก และมักจะทนกฎเกณฑ์เก่า ๆ >> ที่เห็นว่าคร่ำครึสำหรับตนไม่ได้เลย ทั้งยังเป็นคนชอบการเปลี่ยนแปลง >> จะไม่มีวันยอมยึดมั่นหรือเข้มงวดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ >> และยังไม่ใช่คนที่มีระเบียบแบบแผนอะไรมากนัก >> ทั้งยังไม่มีความระมัดระวังในการใช้ชีวิตอีกด้วย >> นอกจากนี้ในเรื่องของความคิดก็มักจะขัดแย้งกับคนทั่วไป >> ออกจะดูดื้อรั้นในสายตาคนรอบข้าง >> F / O / X >> เป็นผู้ที่มีความอ่อนโยน โอบอ้อมอารีและมักมีเสน่ห์ต่อคนใกล้ตัวเสมอ >> ทั้งยังเป็นคนที่นิยมในสิ่งที่สวยงาม่อนหวาน >> จึงมักจะหมดเปลืองเวลาไปกับการสรรหาสิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้ให้ตนเอง >> โดยเฉพาะในเรื่องการแต่งตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจมีความสุขมาก >> ทั้งยังนิยมชมชอบให้คนรอบข้างได้สัมผัสใกล้ชิดกับสิ่งสวยงาม >> ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศิลปะหรือข้าวของเครื่องใช้ ต่างๆ >> G / P / Y
>> มักเป็นคนที่นิยมในความจริงที่ตรงไปตรงมาและชัดเจน >> ชอบทำงานที่มีเหตุผลจริงจัง >> ทั้งยังเป็นคนที่มีความละเอียดถี่ถ้วนมากในหน้าที่ที่รับผิดชอบ นอกจากนี้ >> ยังเป็นคนเปิดเผย ใจร้อน ชอบแสดงออก กล้าคิดกล้าทำ >> แต่ไม่ใช่นักพูดที่ดีนัก >> เป็นคนที่มีความโดดเด่นในตัวเองโดยธรรมชาติ >> เป็นคนชอบแต่งตัวและมีรสนิยมที่ดีในการเลือกข้าวของเครื่องใช้ให้กับตนโดยไม่ จำเป็นต้องมีราคาแพงเสมอไป >> H / Q / Z >> ไม่มีความเร่งร้อนบุ่มบ่ามในการกระทำใด ๆ ทั้งสิ้น >> การคิดการตัดสินใจค่อนข้างล่าช้าแต่สุขุมรอบคอบและผ่านการวางแผนที่ดี >> ไม่ชอบชีวิตเสี่ยงภัยและไร้ความมั่นคง >> ทั้งยังเป็นคนที่เคร่งครัดต่อระเบียบกฎเกณฑ์ของสังคมเป็นอย่างยิ่ง >> คอนข้างจะปิดกั้นตัวเองต่อความสนุกสนานในความคิดของคนทั่วไป รักความสงบ >> และรักการใช้ชีวิตส่วนตัวที่ไม่มีคนเข้ามาวุ่นวาย >> I / R >> มีความมานะพยายามสูง และมองคนในแง่ดี >> ม่มีอคติหรือคิดร้ายกับใครทั้งสิ้น >> แต่ในขณะเดียวกันเป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองมาก >> ชัดเจนและตรงไปตรงมากับความชอบหรือไม่ชอบของตน ไม่มีลักษณะของคนที่ลังเล >> หรือตัดสินใจไม่ได้ให้เห็นเลย >> จะดูเป็นคนดันทุรังอยู่สักหน่อยกับสิ่งที่ตนคิดและเชื่อที่จะไม่ยอมเปลี่ยน แปลง >> ทั้งยังมีหลักการและเหตุผลสำหรับการกระทำของตัวเองเสมอ นักแสดงผู้ยิ่งใหญ่…..ผมเป็นลูกคนเดียว พ่อกับแม่เป็นพนักงานธนาคาร เรื่องซึ้งๆ ของพี่น้องไปอ่านมาใน fwdmail ชอบมากอ่านกี่ครั้งน้ำตาก็ไหล อยากให้ทุกคนได้อ่าน..... ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ ของฉันมีกัน จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้ แล้วพูดว่า ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย พ่อนั่งลงบนเก้าอี้ และด่าว่าน้องชายของฉัน คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้ หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า หลายปีผ่านไป แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง ฉันไม่อา จลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี... เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นก น คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า "ลูกเราทั้งคู่เรียนดี เรียนดีมากนะ" ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ ทั่วทั้งหมู่บ้าน เพื่อขอยืมเงิน ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้ ใครจะรู้ได้ .... วันต่อมาในตอนเช้ามืด น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน ขณะฉันกำลังหลับ ฉันนั่งอยู่บนเตียง อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า .... ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี .... ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหามที่ ไซท์ก่อสร้ าง .... ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3 วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ??? ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่ ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง ฉันถามเขาว่า "ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ" น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า "ก็ดูผมสิ สกปรกมอมแมมออกอย่างนี้ ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี" ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ "พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม" จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ ... เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี .... วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก ฉันสังเกตเห็นว่า หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้ งหนึ่ง แต่เมื่อออกไปแล้ว ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป เขาบอกกับฉันว่า สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้ เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด ... เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา ... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า "ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!! ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆ อย่างนี้ ดูตัวเองซิ เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง" คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา "พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน ส่วนผมมันการศึกษาต่ำ ถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด" น้ำตาปริ่มดวงตาของฉัน รวมทั้งสามีของฉันด้วย .... ฉันบอกกับน้องว่า "แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..." เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี เขาได้แต่งงานกับสาวชาวนาในหมู่บ้านเดียวกัน ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" .... และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้ "ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้ านหนึ่ง เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม. เพื่อเดินไปเรียน และเดินกลับบ้าน วันหนึ่งผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ .... นับจากวันนั้น ผมสาบานกับตัวเอง ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี และจะทำดีกับเธอ" เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก ...."ในโลกใบนี้ คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ" ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้ น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง... จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ วันในชีวิตของคุณและเขา คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่สำหรับคนคนนั้น อาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง ...ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม |
|
|