Own_'s profileSpaces นี้ใช้ตัวหนังสือถ...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
FW: ถีงคนที่แต่งและยังไม่แต่ง (เราชอบเรื่องนี้มากๆ เลย) ในวันแต่งงานของผม ผมจูงมือภรรยาของผมในอ้อมแขนรถแต่งงานจอดหน้าที่พักของเรา เพื่อนเจ้าบ่าวบอกผมว่าผมควรจะอุ้มเธอเข้าไปในบ้านดังนั้นผมจึงทำตาม เธอเขินอายในอ้อมแขนผม ผมช่างเป็นเจ้าบ่าวที่มีความสุขที่สุดในโลก... นี่เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วสิบปี...
ในวันถัดๆมาทุกอย่างก็เหมือนเดิม เรามีลูกด้วยกัน...ผมทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะหาเงินมาจุนเจือครอบครัว...เมื่อเราเริ่มมีฐานะที่ดีขึ้น... ความห่างของเราก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน...ทุกๆเช้า เราออกจากบ้านไปด้วยกันแล้วก็ถึงบ้านเวลาเดียวกันลูกเราเรียนที่โรงเรียนใกล้บ้านดูเหมือนความรักของเราช่างน่าอิจฉายิ่งนัก... แต่แล้ว ความสงบสุขก็เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างมิได้คาดหมาย...... เจนเข้ามาในชีวิตของผม .... ผมยืนอยู่ที่ระเบียงบ้าน...เจนเข้ามาสวมกอดผมจากด้านหลัง..หัวใจผมเต้นแรงด้วยความรัก.....ที่นี่...เป็นอพาร์เมนท์ที่ผมซื้อให้เธอ...เธอบอกว่า คุณเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงทุก ถวิลหา... คำพูดของเธอทำให้ผมนึกถึงภรรยาผม...ตอนที่เราแต่งงานกันใหม่ ๆ ..เธอบอกว่า วันที่คุณประสบความสำเร็จ ผู้ชายอย่างคุณจะมีแต่ผู้หญิงวิ่งเข้ามาหา... ผมเริ่มรู้สึกลังเล... ผมรู้ว่าผมกำลัง ทรยศภรรยาผม... แต่ผมก็ได้ทำลงไปแล้ว.... ผมปลีกตัวออกจากเจน "วันนี้คุณไปเลือกเฟอร์นิเจอร์เองแล้วกันน๊ะ ผมต้องเข้าออฟฟิศ "... แน่นอน... เธอไม่ค่อยพอใจนัก เพราะผมสัญญากับเธอว่าเราจะ ไปด้วยกัน... ในตอนนั้น...ความรู้สึกถึงการหย่าร้างเริ่มวิ่งเข้ามาในความคิดผม....ทั้งที่จริงๆ แล้วผมไม่เคยมีความคิดนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียวแต่ผมก็พบว่าเป็นเรื่องยากที่จะบอกกับภรรยาของผม......ไม่ว่าผมจะพูดกับเธอดีสักเพียงใด...เธอจะต้องเจ็บปวดใจอย่างแน่นอน... จริง ๆแล้วเธอเป็นภรรยาที่ดีมาก.....ทุก ๆ เย็นเธอจะวุ่นวายกับการ ทำอาหาร..ในขณะที่ผมนั่งอยู่หน้าทีวีทานอาหารเสร็จเราก็นั่งดูทีวีด้วยกัน... หรือ...ถ้าผมจะเลือกเป็น...นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์....มองเรือนร่างอันงดงามของเจน... ช่างเป็นอะไรที่หน้าฝันถึงเสียจริง วันนึงผมพูดทีเล่นทีจริงกับภรรยาของผมว่าจะเธอจะทำยังงัยถ้าเราหย่ากัน...เธอจ้องมองผมอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน...และเธอก็ไม่ได้ตอบว่าอะไร..เธอมั่นใจว่าการหย่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวเธอมาก...ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าหากเธอรู้ว่าเรื่องที่ผมกำลังพูดอยู่นั้นเป็นเรื่องจริง..... เธอจะเป็นอย่างไร วันนึงภรรยาผมมาที่ออฟฟิศ...สวนทางกับเจนที่เพิ่งจะออกไปพอดี...พนักงานทุกคนทำหน้าตาเลิกลัก... เหมือนกำลังพยายามซ่อนอะไรบางอย่างจากเธอ....เธอเหมือนจะรับรู้มันได้... แต่เธอก็ยิ้มน้อย ๆ กับพนักงานทุกคน....แต่ผมก็สังเกตุเห็นแววตาที่เจ็บปวดของเธอภายใต้รอยยิ้มนั้น
ในที่สุด...เจนก็บอกกบผมว่า...หย่ากับเธอน๊ะ..แล้วเราอยู่ด้วยกัน..ผมพยักหน้า....ผมจะลังเลอีกต่อไปไม่ได้อีกแล้ว....ผมตัดสินใจบอกภรรยาผมในอาหารค่ำ..ผมมีอะไรจะบอกคุณ...เธอนั่งทานอาหารอย่างเงียบ ๆ...ผมสังเกตุเห็นแววตาอันเจ็บปวดของเธอ...มันทำให้ผมพูดในสิ่งที่ผมต้องการพูดไม่ออก...แต่ท้ายที่สุดผมก็พูดออกไป...ผมต้องการหย่า...เธอดูไม่ตกใจกับสิ่งที่ผมเพิ่งจะพูดออกไปเลย...ผมย้ำกับเธออีกครั้ง...เธอเขวี้ยงตะเกียบในมือทิ้ง...แล้วตะโกนใส่หน้าผมว่า..คุณมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย...เราไม่ได้คุยกันอีกเลยคืนนั้น...เธอร้องไห้ อย่างหนัก... ผมรู้ว่าเธออยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตแต่งงานของเรา...แต่ผมเองไม่สามารถหาคำตอบให้กับตัวเองได้.....เป็นเพราะใจผมได้ให้เจนไปหมดแล้วงั้นเหรอ...ผมคงไม่สามารถบอกเธออย่างนั้นได้..มันจะทำให้ผมรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก... ผมร่างสัญญาการหย่าร้างขึ้น...ระบุว่า..เธอเป็นเจ้าของบ้าน...ทุก ๆ อย่างในบ้าน ทั้งรถ...หุ้นบริษัท 30% ผมยกให้เธอหมด....เธอเหลือบมองกระดาษที่ ผมร่างขึ้น...แล้วฉีกมันทิ้ง...มันทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้น...ผู้หญิงที่ผมอยู่ด้วยมาเป็นระยะเวลาสิบปีกลายเป็นคนแปลกหน้ากันภายในหนึ่งวัน...ผมไม่สามารถคืนคำที่ผมพูดไปได้...เธอร้องไห้ด้วยความเสียใจอย่างที่สุด...สำหรับผมแล้ว...การร้องไห้ของเธอเหมือนเป็นการปลดปล่ยยความสับสนของตัวผมเอง...หลังจากที่ผมกลุ้มใจกับการตัดสินใจครั้งนี้ของผม..ในที่สุด...มันก็เป็นรูปธรรมขึ้นมาจริงๆ เสียทีคืนนั้น...ผมกลับถึงบ้านค่อนข้างดึก...เห็นเธอเขียนอะไรบางอย่างบนโต๊ะ..ผมหลับไปอย่างรวดเร็วด้วยความเพลีย...ผมตื่นขึ้นมาอีกทีแล้วพบว่า...เธอเขียนเงื่อนไขการหย่าร้างว่าเธอไม่ต้องการสิ่งใดจากผม...แต่เธอต้องการให้ผมให้เวลาเธอหนึ่งเดือนเพื่อตั้งตัวสำหรับการหย่า...และในช่วงระยะเวลาหนึ่งเดือนนั้นทุกอย่างต้องดำเนินไปตามปกติ...ด้วยเหตุผลที่ว่าเธอต้องการให้ลูกจบการศึกษาซึ่งกำลังจะมาถึงเสียก่อน..เธอไม่อยากให้ลูกต้องเห็นความล้มเหลวในการแต่งงานของพ่อแม่ก่อนเวลานั้นจะมาถึง...รัชต์..คุณจำได้มั๊ย...วันที่เราแต่งงานกัน...คุณประคองชั้นไว้ในอ้อมกอดในวันที่เราเข้าเรือนหอ..ผมพยักหน้า..นั่นเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดของชั้น...ชั้นมีเรื่องขอร้อง...ชั้นอยากให้คุณประคองชั้นไว้ในอ้อมกอดจากห้องนอนไปถึงด้านล่างทุกวันนับจากวันนี้ไปจนถึงวันที่เราต้องแยกจากกัน ผมยอมรับด้วยความเต็มใจ...ผมรู้ดีว่า เธอคิดถึงวันดีๆ เหล่านั้น...และเธอต้องการให้ชีวิตการแต่งงานเธอจบลงด้วยความทรงจำที่ดีผมบอกเจนถึงเงื่อนไขที่ภรรยาผมตั้งขึ้นในการหย่าร้าง...เธอหัวเราะถึงความไร้สาระของเงือนไข....ภรรยาผมบอกกับผมว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม..... เธอจะต้องยอมรับผลของการหย่าร้างให้ได้...คำพูดของเธอทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง.... เราไม่ได้ถูกต้องตัวกันเลยนับแต่วันที่ผมขอเธอหย่า...ความจริงเหมือนจะเป็นคนแปลกหน้าต่อกันด้วยซ้ำไป...พอถึงวันที่ผมประคองเธอลงจากห้องวันแรก...มันจึงทำให้ผมทำตัวไม่ถูก...ลูกชายเราตบมือแล้วพูดด้วยความดีใจว่า ว้าว...วันนี้พ่ออุ้มแม่ลงจากห้องด้วย....มันทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้น......เธอบอกว่าอย่าบอกลูกเราถึงเรื่องของเรา.....ผมพยักหน้า...ด้วยความรู้สึกผิดอย่างเต็มเปี่ยม...ผมขับรถไปส่งเธอที่ป้ายรถเมล์....แล้วเลยไปออฟฟิศ
วันถัดมา...ความรู้สึกขัดเขินเริ่มน้อยลงไป...เธอซบบนอกผม...เราใกล้ชิดกันมากจนผมได้กลิ่นน้ำหอมของเธอ...ผมถึงได้ตระหนักว่า....เธอไม่ใช่เด็กสาวอีกต่อไปแล้ว...เธอเริ่มมีริ้วรอยบนใบหน้ามากขึ้นในวันที่สาม...เธอกระซิบบอกผมว่าสวนกำลังรื้ออยู่ให้เดินระวังด้วย...ในวันที่สี่...มันช่างเหมือนกับว่าเราเป็นคู่รักที่หวานชื่นมาก.....ภาพของเจนเริ่มเลือนลางไป.....วันที่ห้าและหก..เธอคอยเตือนผมในเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่นเธอวางเตารีดไว้ทีไหน....ผมควรจะระวังอะไรบ้างตอนทำอาหาร...และอื่นๆอีกมากมาย...ความสนิทสนมของเราเพิ่มมากขึ้นทุกที...ผมไม่ได้บอกเจนถึงเรื่องนี้เลย..... ผมรู้สึกว่าผมอุ้มเธอง่ายขึ้นทุกวันโดยไม่ได้สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเธอเลย...หรือบางทีคงเป็นเพราะผมแข็งแรงขึ้น...แต่แล้วผมก็
พบว่ามันไม่ใช่อย่างที่ผมคิด...เป็นเพราะว่าเธอผอมลงจนไม่สามารถใส่เสื้อผ้าเดิมได้..นั่นต่างหากที่ทำให้ผมอุ้มเธอได้ง่ายขึ้น ผมรู้ดีว่าเธอพยายามซ่อนความขมขื่นเอาไว้...ลูกของเราร้องขึ้นว่า พ่อได้เวลาอุ้มแม่แล้วน๊ะ.....สำหรับลูกแล้ว...การได้เห็นพ่ออุ้มแม่เป็นภาพที่เขามีความสุขที่สุด....เธอเอื้อมมือไปกอดลูกไว้แน่น...ผมทนมองภาพนั้นไม่ได้จริง ๆ ผมกลัวว่าผมจะเปลี่ยนใจในวินาทีสุดท้าย และแล้ววันสุดท้ายก็มาถึง....ผมอุ้มเธอไว้ในอ้อมกอด...เท้าผมแทบจะก้าวไม่ออก........เธอบอกกับผมว่า...ความจริงแล้ว...ชั้นอยากให้คุณอุ้มชั้นไปจนเราแก่เถ้า...ผมกอดเธอ
แน่น...และผมก็ตระหนักว่า..ชีวิตคู่ของเราขาดการดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน.....ผมขึ้นรถทันทีเพื่อจะไปยังจุดหมายใหม่..ผมลังเลเล็กน้อย..แต่ในที่สุดแล้ว..ผมก็มาพบเจนจนได้....เธอเปิดประตูออก...ผมบอกเธอว่าเจน..ผมขอโทษ... ผมจะไม่หย่า....เธอมองหน้าผม แตะหน้าผากผม..คุณสบายดีหรือเปล่า ผมจะไม่หย่ากับภรรยาผม...ชีวิตการแต่งงานของเราน่าเบื่อมันเป็นเพราะผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กน้อย...ผมขาดการเอาใจใส่ในตัวเธอ....มันไม่หมายความว่าเราไม่ได้รักกัน....ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว......ว่าตั้งแต่วันที่ผมอุ้มเธอเข้าบ้าน...เธอมีลูกให้ผม.....ผมควรจะประคองเธอไปจนแก่.....เจนตบหน้าผมอย่างแรงและกระแทกประตูใส่ผม....ระหว่างทางกลับบ้านผมแวะร้านดอกไม้.... พนักงานขายดอกไม้ถามว่าจะเขียนว่าอะไร....ผมให้เธอเขียนว่า...ผมจะอุ้มคุณทุกเช้าจนกว่าเราจะแก่ จะได้กลับบ้านแล้ว ลืมเล่าเลย วันนี้หลังกลับจากดูดวงมา ถึงห้องก็รีบโทรศัพท์คุยกับที่บ้าน (เป๋นเด็กตจว. อะน่ะ หรือเรียกว่าบ้านนอกนั่นล่ะ) พี่สาวรับสาย แต่เสียงดังมากๆ ถามว่ามีใครอยู่บ้านบ้าง พี่บอกอยู่กันครบเลย เพราะไม่ใช่มีแค่ พ่อแม่ พี่เขย พี่สาวและหลานซนๆของเรา สองคน ยังมีอา ป้า ลุง ต่างแวะมาคุยกันที่บ้านเรา (คือว่าบ้านเราที่ต่างจังหวัดจะไปมาหาสู่กันประจำ บางวันกินข้าวก็จะชวนญาติๆ มากินพร้อมกันหลายๆ คนต่างเอากับข้าวมาให้กันบ้างทั้งๆ ที่บ้านก็อยู่ติดๆ กันนะ แต่ถ้ากินหลายๆ คนแล้วจะรู้สึกว่า กับข้าวมื้อนี้นจะอร่อยเป็นพิเศษและทำให้เครือญาติสนิทกันด้วย)
คุยกับพี่สักพัก (เพราะพี่แกะมะรุมเตรียมทำกับข้าวพรุ่งนี้) ก็คุยกับแม่ต่อเล่าเรื่องที่ไปดูหมอให้ฟัง แม่บอกไม่แม่นเลย เราเล่าๆ สักพักไม่รู้เค้าเปลี่ยนคนเมื่อไร กลายเป็นอารับสาย อาก็แซวเรื่องไม่มีแฟนสักที ก็เลยรีบบอกไปว่า มีเยอะแต่ไม่ชอบใครสักคนเลยไม่คบ รอเนื้อคู่อยู่555 แล้วเราก็เล่าเรื่องโน่นเรื่องนี่ สักพักได้ยินเสียงทางบ้านถามว่า "ไอ้นิดมันพูดอะไร" (อันนี้เพราะเราพูดเก่ง อาไม่ได้พูดเลยได้แต่ฟัง) พอได้ยินก็เรียกอา ปรากฎเป็นเสียงพ่อเราเอง ถามว่าอาไปไหน พ่อบอก เค้าสงสัยกันว่าคุยอะไรกับอาบ้างเพราะอาไม่ได้พูดเลย555 คุยกับพ่อสักพัก พ่อก็ให้หลานตัวเล็กมาคุยด้วย หลานสาวได้แต่จ้าๆ ได้คุยกับอาอีกรอบ อาบอกให้ซื้อกางเกงเบอร์สี่สิบไปฝากด้วย เพราะที่นั่นตัวใหญ่ๆ หายาก
เราได้แต่บอกอาว่า กลับบ้านแล้วจะหาซื้อให้ที่โน่นแล้วกัน เพราะนี่ทั้งของฝากยัดใส่กระเป๋าไม่ได้แล้ว (อันที่จริงกระเป๋าเก็บมาสองครั้งแล้ว เอาออกเอาเข้าอยู่นั่น ด้วยเป็นคนชอบลืมโน่นนี่ มีอะไรยัดใส่ไปก่อน) คุยกันนานมาก ก็เลยรีบบอกจะวางสาย ไว้กลับบ้านวันเสาร์หน้า จะไปโม่ให้ฟังกันจนเบื่อเลย (ไม่รู้อะไรนักหนานะ อันที่จริงเมื่อเดือนที่แล้วเราก็พึ่งกลับบ้าน55)
อยากกลับบ้านเร็วๆ จัง คิดถึงทุกคน คิดถึงแม่ คิดถึงพ่อ (อยากกอดทั้งพ่อและแม่) คิดถึงพี่สาว (อยากบอกพี่ดีใจที่ได้มีพี่อย่างเค้า) คิดถึงพี่เขย คิดถึงบอมเบ้ คิดถึงปูเป้ คิดถึงญาติๆทุกคนเลย เฮ้ยแต่อีกตั้งหลายวันกว่าจะได้กลับบ้าน ยังต้องทำงานหัวปั่นอีกหลายวัน ไม่อยากให้ถึงวันจันทร์เลย อยากให้พรุ่งนี้เป็นวันเสาร์เลย .... สาธุ ......
ไปดูหมอมาจ้า วันนี้เพื่อนชวนไปดูหมอ เพื่อนดูก่อน หมอทักโน่นนี่ ที่แรกเราก็ว่าตรงและแม่นนะ ไม่ว่าเพื่อนจะถามเรื่องงาน เรื่องแฟนตรงหมด แต่พอเพื่อนดูเสร็จเราก็ขอดูบ้าง มันแปลกๆ ตั้งแต่ทักเรื่องตอนเด็กแล้ว แต่มันขำก็ตอนที่หมอถามว่า ตอนนี้แฟนอยู่ที่ไหน (ก็เราไม่มีแฟนจะรู้หรือเปล่า ถ้ารู้คงเดินไปหาเค้าแล้ว) หมอยังบอกอีกนะว่า เส้นลายมือมันบอก งั้นต้องเคยอกหักมาแน่ๆ (อันนี้ก็ตลกอีก เราไม่เคยรักใครเลยแล้วจะอกหักได้ไง) หมอเลยทักเรื่องนิสัยเราบ้าง แล้วนั่งดูหมอไม่ถึงครึ่งชัวโมงก็เป็นอันเสร็จ แล้วมีคำหนึ่งที่หมอพูดกับเราสามครั้งได้ นั่นคือ เป็นคนปากหมา (555) อันที่จริงเราแทบไม่ได้พูดอะไรกับหมอเลย แล้วไม่ใช่ไม่เชื่อนะ แต่ที่ทายเรามามันถูกเฉพาะเรื่องทั่วไป ซึ่งใครก็พอเดากันได้จากนิสัยความน่าจะเป็น อย่างเช่น บอกว่าเราแต่งงาน 29-31 จะดี (แม้ไม่ดีได้ไง ก็อายุเยอะแล้ว การงานก็มั่นคงสุดๆ เงินเดือนก็มากขึ้นด้วยแต่งตอนนี้ก็ดีอยู่แล้ว) แถมยังเราถามเรื่องงานที่ทำว่าเงินเดือนจะขึ้นอีกหรือเปล่า แต่หมอบอกว่าไม่ ซึ่งความจริงเงินเดือนเราขึ้นทุกปีอยู่แล้ว แถมปีหน้าความสามารถที่เราสร้างมันขึ้นมาจากการเรียนเพิ่มก็จะทำให้เงินเดือนเราสูงขึ้นด้วย (หมอคงด้วยจากหน้าตาเรา อาจคิดว่าเรายังเด็กเพราะการแต่งตัวเราด้วยมั่งดูเหมือนสาวโรงงานธรรมดามาก แต่หมอก็นะว่าเราย่าง 26 แต่คงไม่รู้ว่าเราเรียนจบอะไรมาและมีความสามารถอะไรบ้าง555)
เราเป็นคนที่ดูดวงก็บ่อยนะ จะชอบดูหลายอย่าง แล้วก็จำๆ จึงพอดูลายมือได้ (แต่ไม่ชอบดูตัวเอง แค่รู้ว่านี่เส้นอะไรเพราะจะทำให้เราจำตำราสับสน) เราเชื่อเรื่องวิญาณ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ (ถึงแม้หน้าตาเรา กับบุคคลิกเราไม่น่าจะชอบเรื่องพวกนี่ เวลาไปดูหมอชอบคิดว่าเรามาลองของหรือเปล่า) เพราะไม่งั้นเราคงไม่ชอบดูพระหรือสะสมพระเครื่อง หรือของมงคล และเรายังมีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นกับเราบ่อยๆด้วย ดังนั้นเราไม่ต้องการลบหลู่สิ่งอันใดเลย เพียงแต่เราจะจำกับเชื่อสิ่งที่มันน่าจะเป็นไปได้ หรือระวังได้ หรือจำแต่สิ่งที่ดีๆ และรักษามันไว้กับเรานานๆ
สุดท้าย สำหรับคนที่อยากจะดูดวง ถ้ากล้วหรือเป็นคนคิดมากอยู่แล้ว เราแนะนำอย่าไปดูเลยจะทำให้คิดมากยิ่งกว่าเดิม ถ้าทำใจได้เราอาจจะมีคนที่ให้คำปรึกษาเป็นที่พึ่งทางใจได้ แต่ถ้าต้องการความแม่นจริงๆ พยายามอย่าบอกหรือพูดอะไรเกี่ยวกับตัวเองให้หมอดูมากเพราะเค้าจะเดาหรือทายจากนิสัยเราได้ (ถ้าคนนี้เป็นนักต้มตุ๋นซึ่งเป็นวิธีเดียวกับเราใช้หลอกเพื่อนๆ ที่ชอบแบมือให้เราดูให้แล้วก็บอกว่าเราดูแม่น555)
หรือถ้าใครอยากจะลองดูหมอ เราแนะนำว่าให้ไปดูเป็นไพ่ยิปซี่ดีกว่า เพราะเราคิดคำถามไว้ในใจ แต่เปิดไพ่ออกมา รูปภาพมันจะบอกถึงคำตอบที่เราต้องการรู้ อันนี้โอกาสถูกมีสูง
สิ่งที่เรามาเล่าให้ฟังวันนี้ ไม่ต้องการลบหลู่ใครหรือสิ่งใดเลย เพียงแต่อยากให้ทุกคนรู้ว่า เชื่อในสิ่งที่เราเห็นหรือสัมผัสได้จริงๆ ดีกว่า อนาคตจะดีหรือไม่มันขึ้นอยู่กับเราปัจจุบัน เนื้อเพลง "เปลือก" ปนัดดา เรืองวุฒิคนไม่เก่งที่ทำแข็งแรง ฝืนใจทนสู้แสดง แกล้งทำว่าไม่หวั่นไหว คนขี้ขลาดที่กลัวแสนกลัว ต้องคอยปกปิดความจริง ซ่อนงำทุกสิ่งเก็บไว้ นี่คือฉันเอง คนที่อาจจะดูเฉยเมย ไม่เคยรักใคร ทั้งที่ภายในใจ นั้นช่างว่างเปล่า เหงาเกินที่ใครจะรู้ อยากรักอยากฝัน แต่ฉันยังกลัว รักไปแล้วกลายเป็นปวดร้าว อยากรักสักครั้ง จะเหมือนใจหวังหรือเปล่า เพราะว่าฉันไม่เคยกล้ารักใคร เป็นเพียงเปลือกที่คอยป้องกัน หัวใจที่สั่นสะเทือน เงียบเหงาและหวาดผวา เป็นคำตอบที่ดูน่าฟัง ข้ออ้างคอยบอกใครใคร ว่าใจไม่ปราถนา นี่คือฉันเอง คนที่อาจจะดูเฉยเมย ไม่เคยรักใคร ทั้งที่ภายในใจ นั้นช่างว่างเปล่า เหงาเกินที่ใครจะรู้ อยากรักอยากฝัน แต่ฉันยังกลัว รักไปแล้วกลายเป็นปวดร้าว อยากรักสักครั้ง จะเหมือนใจหวังหรือเปล่า เพราะว่าฉันไม่เคยกล้ารักใคร นี่คือฉันเอง คนที่อาจจะดูเฉยเมย ไม่เคยรักใคร ทั้งที่ภายในใจ นั้นช่างว่างเปล่า เหงาเกินที่ใครจะรู้ อยากรักอยากฝัน แต่ฉันยังกลัว รักไปแล้วกลายเป็นปวดร้าว อยากรักสักครั้ง จะเหมือนใจหวังหรือเปล่า เพราะว่าฉันไม่เคยกล้ารักใคร ก้อนหินกลิ่นดอกไม้-เจมส์ ละครลิขิตกามเทพเธอคิดอะไรฉันไม่เข้าใจ ปากว่าเกลียดแต่ตาไม่ตรงกับใจ ใกล้กับเธอต่างก็ดีแต่คอยทำร้าย แล้วทำไมห่างกันไป ต่างคนคิดถึง จะรักฉันหรือว่าจะเกลียดหน้ากัน น่าอึดอัดเหลือเกินเพราะม่อาจเข้าใจเมื่อเฝ้าดู รักฉันหรือเห็นฉันเป็นศัตรูดูเท่าไรไม่รู้ เกลียดกับรักมันดูไม่ต่างกันเลย ก้อนหินที่เธอขว้างใส่ที่ฉันมา แต่อุตส่าห์ดอมดมได้กลิ่นดอกไม้ ถามสักคำว่านี้มันสนุกตรงไหนแล้ว ก็เจ็บปวดในใจซึ่งเราก้รู้ จะรักฉันหรือว่าจะเกลียดหน้ากัน น่าอึดอัดเหลือเกินเพราะไม่อาจเข้าใจเมื่อเฝ้าดู รักฉันหรือเห็นฉันเป็นศัตรูดูเท่าไรไม้รู้ เกลียดกับรักมันดูไม่ต่างกันเลย เกลียดกับรักมันดูไม่ต่างกันเลย รักไม่ได้ เกลียดไม่ลง-เอ๊ะ ศศิกานต์ ละครลิขิตกามเทพไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้เราเจอกัน ฉันไม่เคยคิดอยากรักเธอ ไม่นึกฝัน แต่แล้วก็ต้องมีเธอมายืนข้างๆกัน โลกที่มีทั้งหมดของฉันไม่เหมือนเดิม เธอไม่รู้หรือเธอไม่มีหัวใจ เธอถึงทำอะไร ทำร้ายฉันอย่างนี้ หนึ่งใจช้ำๆ ที่ต้องเจ็บเพราะเธอซ้ำๆ ฉันไม่รู้ว่า ฉันจะทนได้นานแค่ไหน เกลียดตัวเองที่ฉันรักเธอ เกลียดที่ลืมเธอไปไม่ได้ รักก็เจ็บ ไม่รักก็ทนไม่ไหว ก็เพราะเธอ เมื่อรักไม่ได้ ให้ฉันเกลียดเธอก็ทำไม่ลง ฉันก็คงต้องอยู่ครึ่งทางที่ฉันฝัน จะรักหรือไม่รักเธอ เจ็บในหัวใจพอกัน ฉันไม่มีหนทางว่าควรทำเช่นไร เธอไม่รู้หรือเธอไม่มีหัวใจ เธอถึงทำอะไร ทำร้ายฉันอย่างนี้ หนึ่งใจช้ำๆ ที่ต้องเจ็บเพราะเธอซ้ำๆ ฉันไม่รู้ว่า ฉันจะทนได้นานแค่ไหน เกลียดตัวเองที่ฉันรักเธอ เกลียดที่ลืมเธอไปไม่ได้ รักก็เจ็บ ไม่รักก็ทนไม่ไหว ก็เพราะเธอ หนึ่งใจช้ำๆ ที่ต้องเจ็บเพราะเธอซ้ำๆ ฉันไม่รู้ว่า ฉันจะทนได้นานแค่ไหน เกลียดตัวเองที่ฉันรักเธอ เกลียดที่ลืมเธอไปไม่ได้ รักก็เจ็บ ไม่รักก็ทนไม่ไหว ก็เพราะเธอ... บันทึกการเดินทาง เที่ยวดอยอ่างขางดอยอ่างขาง(Angkhang) บันทึกการเดินทาง “การเดินทางออกหาประสบการณ์ มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยแค่คุณมีเพียงสิ่งเดียวคือ ความอยากไปจริงๆ ไม่ต้องหาข้ออ้างอะไรแค่ข้อเดียวก็ไปได้เลย สักครั้งนะไว้เล่าให้หลานๆ ฟังตอนแก่” หลังจากคุยกับเพื่อนซี้ที่ไม่ได้เจอกันประมาณสิบปีได้มั่งก็นัดหมายกันไปเที่ยวดอยอ่างขาง (ไม่เจอกันนานแต่ความบ้ายังคงที่เหมือนเดิม) การเดินทางครั้งนี้เริ่มคืนวันศุกร์7 ธันวาคม หลังเลิกงานนั่งรถตู้ไปหมอชิต โทรหาไอ้เล็กเพื่อนซี้ผลคือเพื่อนไปถึงก่อนเราประมาณชั่วโมง มันโทรมาถามว่าจะมาถึงก่อนสามทุ่มหรือเปล่าจะได้ซื้อตั๋วรถรอ รถเย็นวันศุกร์ติดมากๆ มาถึงหมอชิตก็สองทุ่งครึ่งขึ้นรถเสริมไปเชียงใหม่ลงที่อาเขตรถออกสองสามทุ่ม เสาร์ที่8 ธันวาคม ถึงอาเขตประมาณหกโมงเช้าใช้เวลาประมาณสิบชั่วโมงอากาศเย็นมาก มาถึงยืนงงๆ ว่าจะเอาอย่างไงระหว่างไปดอยอ่างขางเลยหรือว่าจองตั๋วรถไฟกลับ แต่อันดับแรกเข้าห้องน้ำก่อนแต่ห้องน้ำที่อาเขตเล็กมากได้แต่เข้าห้องน้ำแต่ไม่ได้แปรงฟันเพราะคนยืนแต่งตัวกันเต็มหน้าอ่างน้ำ ตกลงว่าให้น้องที่รู้จัก(ของเพื่อนนะ) มารับไปจองตั๋วรถไฟขากลับ(อันนี้เพราะว่าเราสองคนไม่เคยนั่งรถไฟอยากนั่งกันมาก) ได้ตั๋วรถวันจันทร์ที่10 ธันวาบ่ายสองห้าสิบ ในตั๋วเขียนว่าถึงปลายทางตีห้าครึ่ง มีตั๋วกลับแล้วแวะกินข้าวก่อนเลี้ยงข้าวน้องก้อง(คนมารับ) ทั้งๆที่ยังไม่แปรงฟันกินข้าวราดแกงของใต้ อร่อยดีไม่รู้ว่าอาหารอร่อยหรือเพราะไม่แปรงฟันนะ อยากรู้ก็ลองดูบ้างก็ได้นะ หลังกินข้าวเช้าอิ่มก็มานั่งรถบัสที่ท่ารถช้างเผือก ขึ้นรถเชียงใหม่-ท่าตอน รถออกประมาณเก้าโมงเช้าแบกเป้ขึ้นหลังในกระเป๋ามีเสื้อผ้าชุดเดียว มือหิ้วเต้นท์นอน ส่วนกระเป๋าเพื่อนมีชุดเดียวแล้วมีชุดนอนสองชุดสำหรับเราสองคนนั่งล่ะ รถออกจากช้างเผือกใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงก็ถึงปากทางขึ้นดอนอ่างขางเป็นสามแยกลงหน้าวัดพอดี แต่ตลอดการเส้นทางที่รถวิ่งทางเหมือนทางไปนาเลย หมู่บ้านบางบ้านยังเป็นธรรมชาติมากๆ มีคนเดินตรวจตั๋วประมาณสามครั้ง มีด่านตรวจต้องโชว์บัตรประชาชนอยู่ด่านหนึ่ง(นึกว่าจะให้ร้องเพลงชาติซะแล้ว) ตลอดการเดินทางเราจะได้ยินเสียงพูดคำเมืองตลอดทางแล้วก็ฟังไม่ค่อยออก อุตส่าห์เค้าบอกให้ลงเพราะถึงปากทางดอยอ่างขาง เรายังได้ยินเป็นน้ำแข็งเลย55 ลงรถซ้ายมือคือวัดและทางขึ้นดอยก็อยู่ซ้ายมือ มาถึงก็แวะเข้าห้องน้ำที่วัด(จำชื่อไม่ได้ว่าวัดอะไร) ในวัดมีสองแถวให้เหมาขึ้นดอย มีรถบัสพาทัวส์มาเที่ยวจอดเยอะมาก แต่เราเลือกที่จะยืนโบกรถตรงทางเข้าดอยมีรถตำรวจจะขึ้นดอยพอดีเลยติดรถขึ้นไปด้วยมีสมาชิกที่ไปรถคันเดียวกันเจ็ดคนมีผู้หญิงสามคน จากปากทางประมาณ 25 กิโลก็ถึงป่าสนที่ให้กางเต็นท์ของสถานีเกษตรดอยอ่างขางมีผู้ชายหนึ่งคนลงที่นั่นเค้าก็มีอุปกรณ์การนอนพร้อม ส่วนเรากับเพื่อนก็ลงที่สถานีตำรวจบนดอยถึงที่นี่ประมาณบ่ายโมงแล้วที่เค้าให้กางเต็นท์คือ ป่าสนก่อนถึงประมาณห้ากิโลเมตรเสียค่ากางเต็นท์ , ที่ให้กางฟรีก็อนามัยบนดอย โรงเรียนบ้านคุ้มหน้าสถานีฯ อันนี้เสียเงินนิดหน่อยช่วยน้ำไฟโรงเรียน แต่ที่เราเลือกกางเต้นท์นอนคือหลังสถานีตำรวจนั่งเองฟรีมีห้องน้ำให้อาบอันนี้ก็กางฟรีนะ จัดการกางเต้นท์เรียบร้อยไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่เพราะอากาศเย็นเก็บของเข้าเต้นท์เสร็จก็ออกไปเดินเล่นซื้อตั๋วเข้าชมสวนเดินถ่ายรูปดอกไม้ใบหญ้า ผักไปเรื่อยระหว่างทางเดินจะเห็นมีชาวเขานำสินค้ามาวางขาย และทางดอยมีให้เช่าจักรยานปั่น เราเดินสักพักแต่เดินไม่ค่อยทั่วก็ออกมาถามคนขายตั๋วว่าพรุ่งนี้มาเที่ยวอีกได้ไหมโดยให้ตั๋วเดิม เค้าใจดีบอกว่าได้พรุ่งนี้มาก็บอกว่า เมื่อวานมาเย็นมาแล้วเที่ยวไม่ทั่ว (แต่จริงๆ จะให้ไปทั่วก็ได้นะแต่มันเหนื่อยเหมือนกัน กะว่าจะพูดเล่นๆ พอเค้าให้ก็เอาจริง) แวะหาอะไรกินได้ไข่สี่ใบกับมันปิ้งมานั่งกินที่เต้นท์ ประมาณหกโมงมาอาบน้ำ ดีใจสุดๆว่ามีน้ำอุ่นให้อาบ บนดอยน้ำอุ่นเค้าใช้แก๊ชเป็นถังๆ บังเอิญตอนเราอาบแก๊ชหมด น้ำเย็นมากจะให้บรรยายคงต้องบอกว่า น้ำที่อาบเหมือนมีน้ำแข็งแช่อยู่ข้างในอาบขันแรกเย็นมากอยากจะร้องดังๆเลย พอขันต่อๆมาเริ่มไม่มีความรู้สึกอะไรเพราะมันชาไปหมด พออาบเสร็จนี่สิหนาวสุดๆ อาบน้ำเสร็จพี่ๆตำรวจที่เรานั่งรถมาด้วยชวนให้นั่งคุยด้วยกันดึกไม่รู้จะไปไหนก็มานั่งคุยกับพวกพี่ๆ ในกลุ่มก็เลยมี ตำรวจสองนายคือ พี่โอ(คนช่วยรับเรามาด้วย) พี่ชาตรี (คนหล่อของเพื่อนเรา) หมอประจำอนามัยชื่อ เก๊บ (ไม่รู้เรียกถูกหรือเปล่านะ) ชาวเขาชื่อไทยคือ ยินดีต้อนรับ และเราสองสาว นั่งเม้าท์กับพวกพี่เค้าได้รู้อะไรเยอะๆ ได้ฟังเรื่องตลกจากชาวเขาแบบเสียงซาว์แทรค ได้นั่งฟังคำเมืองจากตำรวจและหมอ พี่โอและพี่ชาตรีเป็นคนเชียงรายและเชียงใหม่ ส่วนหมอเป็นคนภาคอีสานมาทำงานที่นี่สามปีแล้วพูดคำเมืองได้เก่งมาก พี่โอบอกเราว่าเช้ามีคนเหมารถไปดูพระอาทิตย์ขึ้นเราสองคนขอติดรถไปด้วยนัดกันไว้หกโมงเช้า คืนนั้นเราเข้านอนกันประมาณสามทุ่ม อาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม ตื่นตีห้าห้าสิบมาล้างหน้าแปรงฟันแล้วโดดขึ้นนั่งหลังรถกระบะออกไปดูพระอาทิตย์ขึ้น เราว่าก็งั้นๆ นะแวะกินปาท่องโก๋ ซาลาเปาและกาแฟบนนั่น แล้วไปดูทะเลหมอกต่อ อันนี้เราว่าสวยดีแต่คนเยอะเราก็ไม่ได้ถ่ายรูปตัวเองกับทะเลหมอกและพระอาทิตย์เลย หลังจากดูเสร็จก็แวะมาที่สุดเขตชายเดนไทยพม่า ระหว่างรถวิ่งก็ถ่ายรูปไปด้วยได้บรรยากาศมากๆ นั่งหลังก็ดีอย่างนี้ล่ะ มีเด็กดอยเดินไปโรงเรียนระหว่างทางโบกมือให้ตลอดทางน่ารักสุดๆ แล้วดูพวกเค้าจะดีใจที่เราโบกมือให้แล้วเค้าก็ยินดีโบกมือกลับกันทุกคน กลับมาถึงที่พักประมาณแปดโมงกว่าๆ แวะกินมันเผาอีกแล้ว วิ่งไปเอาบัตรเข้าชมสวนที่เต้นท์เข้าฟรีอีกวัน พอไปถึงเช่าจักรยานปั่นกันตั้งแต่เช้าแวะถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เข้าไปข้างในถึงสวน 90 ต้นไม้ยังไม่สวยเท่าไหร่ก็ได้เท่าที่ถ่ายมาให้ดีนี่ล่ะ กลับออกมาเกือบบ่ายโมงเดินไปเล่นที่โรงเรียนบ้านคุ้มเห็นคนเก็บเต้นท์กลับกันเยอะเลย และมีคนบอกว่าคืนวันเสาร์ที่เราพักกันมันหนาวประมาณ ห้าองศา และวันนี้มันแค่เจ็ดองศาเอง แวะกินกาแฟซื้อของฝาก แล้วกลับมานอนเล่นที่เต้นท์ตลอดบ่ายเลยประมาณห้าโมงเย็นออกมากินข้าวตามร้านค้าหน้าอ่างขางวิลล่า สั่งข้าวต้มกุยสองถ้วย ผัดผักรวม ผัดยอดฟักแม้ว และก็แกงจืดสาหร่าย กินกันอย่างอร่อยเพราะผักเค้าสดปลูกกันเอง แล้วพอคิดเงินถูกมากๆ แถมได้เยอะมากคือมาแบบเต็มจานเลย อาจจะกินอีกจานแต่อิ่มสุดๆ กลับมาอาบน้ำอากาศวันนี้ไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่ อาบแบบสบายๆ เสร็จแล้วก็นั่งเม้าท์กันที่เต้นท์ เพื่อนกินเบียร์สองกระป๋องส่วนเรากินโค้กแต่ความเมากับบ้าพอๆกันเลย ประมาณสามทุ่มก็หลับกัน จันทร์ที่ 10 ธันวาคม ตื่นนอนประมาณเจ็ดโมงครึ่ง ล้างหน้าแปรงฟัน เต้นท์ยังเปียกน้ำค้างแต่เราก็ต้องรีบเก็บเพราะต้องใช้เวลาลงดอยสี่ถึงห้าชั่วโมงไปขึ้นรถไฟ ตอนเก็บเต้นท์มือเย็นมากชาจนเจ็บมือเหมือนเราเอามือแช่น้ำแข็งตลอดเวลา อยากรู้เป็นไงลองเอามาแช่มือดูดิ ขากลับก็ได้อานิสงค์จากพี่ที่พาครอบครัวมาเที่ยวเหมารถพี่ชาตรีไปส่งให้เราสองคนติดรถลงดอยด้วยเพราะยืนโบกรถเท่าไหร่ยังไม่มีใครลงดอยเลยที่โบกได้เค้าก็ไปไม่ถึง มาถึงสถานีรถไฟกว่าจะมาถึงกรุงเทพก็ใช้เวลาประมาณสิบสี่ชั่วโมง ใครว่าด่านขุนตาลสวยเราผ่านตอนประมาณบ่ายสี่โมงไม่เห็นว่าจะสวยเลย มาถึงกรุงเทพได้เหนื่อยมากๆ ได้เห็นชีวิตคนที่ขึ้นรถไฟหลากหลาย สุดท้ายก็ต้องลางานครึ่งวันเพราะไปทำงานไม่ไหว ตัวเหม็นมาก อยากอาบน้ำแล้วนอนสักเงียบเพราะตลอดสิบสี่ชั่วโมงนอนไม่ถึงสองชั่วโมงเลย.... บ่ายมางานเยอะมากๆ กลับมาสู่โลกของการทำงานอีกครั้ง รวมค่าใช้จ่ายที่ไปเที่ยว (เผื่อใครบางคนอยากทำเหมือนเราบ้างสักครั้ง) ค่ารถทัวส์ กรุงเทพ – เชียงใหม่ 558 ค่ารถไฟ เชียงใหม่ – กรุงเทพ 271 ค่ารถ เชียงใหม่ – ท่าตอน ไปกลับ 150 ค่ารถพี่ตำรวจตอนขึ้นดอย 60 ค่าธรรมเนียมเที่ยวบนสถานีเกษตรฯ 50 ค่าเช่ารถจักรยานชั่วโมงละ 50 ผัดผักรวมจานละ(อร่อยมากเยอะด้วย) 20 ผัดยอดฟักแม้วจานละ(นี่ก็อร่อย) 25 แกงจืดสาหร่ายถ้วยละ 50 ข้าวต้มกุ๋ย 10 มันเผ่าสี่ลูก 20 ไข่ปิ้ง 20 อื่นๆ อีกรวมๆ แล้วค่าใช้จ่ายครั้งนี้ใช้งบน้อยจริงๆ ก็ประมาณ 1,500 บาท ................................โดย .ขนิษฐา "นิดเอง"........................... เที่ยวทุ่งทานตะวันSunflower วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม ตื่นนอนตั้งแต่ตีสามห้าสิบ เป็นการตื่นเช้าที่สุดเลย อาบน้ำหนาวมากๆ แต่ด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ไปเที่ยวทุ่งทานตะวันวันนี้ทำให้กระปี่กระเป่า ออกเดินทางโดยรถตู้ไปกันเก้าคน เรานะนั้งหลังคนเดียวนั่งสักพักก็ง่วงนอน ก็นอนยาวคนเดียวเลยตื่นมาอีกทีก็ถึงลพบุรีแล้ว ถึงทุ่งทานตะวันบริเวณทางไปเขื่อนป่าสักเราไปถึงก็ประมาณใกล้แปดโมงเช้าแต่แดดก็แรงแล้ว อากาศวันนี้ก็หนาวเหมือนกันนะ ลงไปถ่ายรูปแต่ด้วยความซวยดันไปแตะเอาตอไม้โดดทิ่มไปที่นิ้วโป่งเลือดไหลออกมามากพอสมควรแต่ด้วยความอยากเที่ยวก็ไม่สนใจก็ได้เก็บภาพสวยๆมาอวดเพื่อนๆนี่ล่ะ หลังจากถ่ายรูปพอสมควรก็แวะกินข้าวจากนั้นก็ไปเที่ยวเขื่อนป่าสัก แต่ไม่เห็นมีอะไรเลยนั่งรถรางดูเขื่อนแล้วก็กลับเข้ากรุงเทพประมาณเที่ยงเราก็มาถึงปากเกร็ด แวะเที่ยวที่เกาะเกร็ดสักพัก ไม่ซินานกว่าไปลพบุรีสักอีกเดินและเดิน ช๊อปปิ้งได้กระเป๋าผ้าใบหนึ่ง กินไอติมใส่ใบตองอร่อยดี และก็ได้กินทอดมันหน่อพร้าวอันขึ้นชื่อของเกาะเกร็ดด้วยอร่อยสุดยอดเลย กว่าจะกลับมาถึงห้องก็ประมาณห้าโมงครึ่ง เหนื่อยมากๆ กินยาแล้วนอนพักกะว่านิดหน่อยแต่เอาจริงนอนไปสองชั่วโมงกว่า ก็มันเหนื่อยนี่น่านานๆ ได้ออกไปใช้พลังงานก็คุ้มแล้ววันนี้ ผลการวิจัยชื่อธาตุ : WOMANชื่อธาตุ : WOMAN สูตรทางเคมี : Wo + Ma + N ผู้ค้นพบ : MAN มวลอะตอม : มาตรฐาน 50 Kg แต่อาจแปรเปลี่ยนได้จาก 40-80 Kg ลักษณะทั่วไป : คล้ายกันหมดหากอยู่ในเขตเมือง คุณสมบัติทางฟิสิกส์ 1. พื้นผิวส่วนใหญ่เคลือบด้วยสารหอมระเหย และน้ำมันบำรุงผิว 2. เดือดที่อุณหภูมิต่าง ๆ เอาแน่ไม่ได้ 3. ถึงจุดเยือกแข็งทันทีทันใดโดยไม่รู้สาเหตุ และอาจอยู่ที่จุดเยือกแข็งได้เป็นอาทิตย์ 4. หลอมละลายหากได้รับการเอาอกเอาใจถูกวิธี 5. มีรสเผ็ดและขมถ้าใช้ผิดวิธี 6. แปรเปลี่ยนได้หลายสถานะตั้งแต่แข็งเป็นหินจนถึงอ่อนเป็นขี้ผึ้งลนไฟ 7. ไม่ทนต่อการเสียดสี กระแทกกระทั้น คุณสมบัติทางเคมี 1. บ้างมีฤทธิ์เป็นกรด บ้างหวานกว่าน้ำตาล บ้างเปรี้ยวกว่ามะนาวบ้างเปรี้ยวอมหวาน 2. ทำปฏิกิริยาอย่างรวดเร็วกับเพชร พลอย ทับทิม ทอง ดอกไม้ และสิ่งสวยงามทุกชนิด 3. ดูดซึมข่าวสารรอบตัวได้มากมายมหาศาล และคายข้อมูลข่าวสารได้รอบทิศทาง 4. อาจระเบิดได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีเหตุผลและอาการเตือนล่วงหน้า 5. มีคุณสมบัติละลายเงินในกระเป๋าเมื่อเดินผ่านห้างสรรพสินค้า 6. เข้ากันเป็นเนื้อเดียวกับผลไม้รสเปรี้ยว ผัก สลัด และไม่เข้ากับไขมันทุกประเภท ผลการทดลอง 1. วัตถุตัวอย่างจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูเมื่อได้รับการสัมผัสอย่างถูกที่ 2. วัตถุตัวอย่างจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเมื่อมีวัตถุตัวอย่างที่สวยกว่าวางอยู่ใกล้ 3. วัตถุตัวอย่างจะส่งเสียงไม่หยุดเมื่ออยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ประโยชน์ 1. แบกโลกไว้ครึ่งหนึ่ง 2. ดำรงเผ่าพันธุ์มนุษย์ 3. ทำให้โลกสดใส 4. สร้างความอ่อนโยนให้เกิดในสังคมมนุษย์ 5. สร้างความตึงเครียดให้เกิดในสังคมด้วย ข้อควรระวัง 1. สัมผัสด้วยความประณีตและให้เกียรติ มิฉะนั้นอาจได้รับอันตราย 2. ครอบครองได้เพียงชิ้นเดียว ใครฝ่าฝืนจะเกิดอาการ สามเส้าดีซีสทำให้ทุรนทุราย (โปรดใช้วิจารณญาณเป็นอย่างสูง ในการฝ่าฝืน เพราะไม่เพียงทุรนทุราย แต่ อาจมีอันตรายถึงชีวิต) 3. ระวังของปลอมซึ่งขณะนี้ได้ระบาดอยู่ทุกพื้นที่ คนไทยฉลาดที่สุดคนไทยฉลาดกว่าคนฝรั่งเยอะ +++มีคนไทยอยู่ 1 คน พึ่งเรียนจบมาใหม่ๆ +++ได้เข้าไปทำงานในบริษัทหนึ่ง ซึ่งเป็นของต่างชาติ +++ในทุกวันเขาก็ทำงาน เหมือนเดิมทุกวัน แต่.... **มีอยู่มาวันหนึ่ง เขาได้เข้าห้องน้ำในบริษัทแล้วไปเจอ คนฝรั่ง2 คน อยู่ในห้องน้ำ ซึ่งฝรั่งทั้ง 2 คนเป็นเพื่อนกัน ซึ่งกำลังล้างมือ หลังจาก ฉี่เสร็จ และ พอฝรั่ง 2 คนนั้นเห็นคนไทย ทั้ง2คน จึงคุยข่มคนไทย ว่า.... ฝรั่งคนที่ 1 "นายเรียนจบที่ไหนว่ะ" ฝรั่งคนที่ 2 "เราเรียนจบที่ OXFORD จากประเทศ อังกฤษ" (ทันใดนั้น ฝรั่งคนที่ 2 ก็ควักน้ำล้างมือมาถึงข้อศอก) ฝรั่งคนที่ 1 เห็นก็งงแล้วถามว่า "ทำไมต้องล้างมือถึงข้อศอกด้วย" ฝรั่งคนที่ 2 ตอบว่า " ที่อังกฤษเขาสอนให้ล้างอย่างนี้ เพราะตอนฉี่ ฉี่อาจกระเด็นมาถึงแขนก็ได้ ต้องระวังไว้ก่อน" (ทันใดนั้น ฝรั่งคนที่1 ก็ควักน้ำมาล้างมือ เฉพาะ ที่มือ แล้วหาไม้มา แคะขี้เล็บออก) ฝรั่งคนที่ 2 เห็นก็ถามว่า " นายจบจากที่ไหน" ฝรั่งคนที่ 1 ตอบว่า "เราจบจาก อเมริกา ที่ STAMFORD ที่นั่นเขาสอนให้ล้างมือเฉพาะที่สกปรก แล้วก็ แคะขี้เล็บออก เพื่อป้องกันเชื้อโรค" ฝรั่ง 2 คนเห็นคนไทยฉี่อยู่ พอคนไทยฉี่เสร็จ ก็เดินออกจากห้องน้ำเลย ฝรั่งทั้ง 2 คนเห็นก็ตกใจว่าทำไมไม่ล้างมือ เลยวิ่งไปถามคนไทยว่า "นายจบจากไหน ทำไมถึงไม่ล้างมือ" คนไทยตอบว่า "จบราม รามไม่สอนให้ฉี่รดมือตัวเอง" อันว่าสุรา ไม่มีนารีอันสุรา แปลว่าเหล้า หมาไม่แดก คนก็แปลก แดกได้ ไม่อายหมา เราก็แปลก แดกด้วย ซวยละหว่า ไม่อายหมา ไม่กลัวแปลก แดกเข้าไป |
|
|