Own_'s profileSpaces นี้ใช้ตัวหนังสือถ...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    รักไม่ได้ เกลียดไม่ลง-เอ๊ะ ศศิกานต์ ละครลิขิตกามเทพ

    Untitled-3_4
    ไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้เราเจอกัน
    ฉันไม่เคยคิดอยากรักเธอ ไม่นึกฝัน
    แต่แล้วก็ต้องมีเธอมายืนข้างๆกัน
    โลกที่มีทั้งหมดของฉันไม่เหมือนเดิม

    เธอไม่รู้หรือเธอไม่มีหัวใจ
    เธอถึงทำอะไร ทำร้ายฉันอย่างนี้
    หนึ่งใจช้ำๆ ที่ต้องเจ็บเพราะเธอซ้ำๆ
    ฉันไม่รู้ว่า ฉันจะทนได้นานแค่ไหน
    เกลียดตัวเองที่ฉันรักเธอ เกลียดที่ลืมเธอไปไม่ได้
    รักก็เจ็บ ไม่รักก็ทนไม่ไหว ก็เพราะเธอ

    เมื่อรักไม่ได้ ให้ฉันเกลียดเธอก็ทำไม่ลง
    ฉันก็คงต้องอยู่ครึ่งทางที่ฉันฝัน
    จะรักหรือไม่รักเธอ เจ็บในหัวใจพอกัน
    ฉันไม่มีหนทางว่าควรทำเช่นไร

    เธอไม่รู้หรือเธอไม่มีหัวใจ
    เธอถึงทำอะไร ทำร้ายฉันอย่างนี้
    หนึ่งใจช้ำๆ ที่ต้องเจ็บเพราะเธอซ้ำๆ
    ฉันไม่รู้ว่า ฉันจะทนได้นานแค่ไหน
    เกลียดตัวเองที่ฉันรักเธอ เกลียดที่ลืมเธอไปไม่ได้
    รักก็เจ็บ ไม่รักก็ทนไม่ไหว ก็เพราะเธอ

    หนึ่งใจช้ำๆ ที่ต้องเจ็บเพราะเธอซ้ำๆ
    ฉันไม่รู้ว่า ฉันจะทนได้นานแค่ไหน
    เกลียดตัวเองที่ฉันรักเธอ เกลียดที่ลืมเธอไปไม่ได้
    รักก็เจ็บ ไม่รักก็ทนไม่ไหว ก็เพราะเธอ...

    บันทึกการเดินทาง เที่ยวดอยอ่างขาง

    ดอยอ่างขาง(Angkhang)

    บันทึกการเดินทาง

    การเดินทางออกหาประสบการณ์  มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยแค่คุณมีเพียงสิ่งเดียวคือ ความอยากไปจริงๆ ไม่ต้องหาข้ออ้างอะไรแค่ข้อเดียวก็ไปได้เลย  สักครั้งนะไว้เล่าให้หลานๆ ฟังตอนแก่

    หลังจากคุยกับเพื่อนซี้ที่ไม่ได้เจอกันประมาณสิบปีได้มั่งก็นัดหมายกันไปเที่ยวดอยอ่างขาง (ไม่เจอกันนานแต่ความบ้ายังคงที่เหมือนเดิม)

    การเดินทางครั้งนี้เริ่มคืนวันศุกร์7 ธันวาคม

    หลังเลิกงานนั่งรถตู้ไปหมอชิต โทรหาไอ้เล็กเพื่อนซี้ผลคือเพื่อนไปถึงก่อนเราประมาณชั่วโมง มันโทรมาถามว่าจะมาถึงก่อนสามทุ่มหรือเปล่าจะได้ซื้อตั๋วรถรอ รถเย็นวันศุกร์ติดมากๆ มาถึงหมอชิตก็สองทุ่งครึ่งขึ้นรถเสริมไปเชียงใหม่ลงที่อาเขตรถออกสองสามทุ่ม

    เสาร์ที่8 ธันวาคม

                    ถึงอาเขตประมาณหกโมงเช้าใช้เวลาประมาณสิบชั่วโมงอากาศเย็นมาก มาถึงยืนงงๆ ว่าจะเอาอย่างไงระหว่างไปดอยอ่างขางเลยหรือว่าจองตั๋วรถไฟกลับ แต่อันดับแรกเข้าห้องน้ำก่อนแต่ห้องน้ำที่อาเขตเล็กมากได้แต่เข้าห้องน้ำแต่ไม่ได้แปรงฟันเพราะคนยืนแต่งตัวกันเต็มหน้าอ่างน้ำ ตกลงว่าให้น้องที่รู้จัก(ของเพื่อนนะ) มารับไปจองตั๋วรถไฟขากลับ(อันนี้เพราะว่าเราสองคนไม่เคยนั่งรถไฟอยากนั่งกันมาก) ได้ตั๋วรถวันจันทร์ที่10 ธันวาบ่ายสองห้าสิบ ในตั๋วเขียนว่าถึงปลายทางตีห้าครึ่ง

                    มีตั๋วกลับแล้วแวะกินข้าวก่อนเลี้ยงข้าวน้องก้อง(คนมารับ) ทั้งๆที่ยังไม่แปรงฟันกินข้าวราดแกงของใต้ อร่อยดีไม่รู้ว่าอาหารอร่อยหรือเพราะไม่แปรงฟันนะ อยากรู้ก็ลองดูบ้างก็ได้นะ หลังกินข้าวเช้าอิ่มก็มานั่งรถบัสที่ท่ารถช้างเผือก ขึ้นรถเชียงใหม่-ท่าตอน รถออกประมาณเก้าโมงเช้าแบกเป้ขึ้นหลังในกระเป๋ามีเสื้อผ้าชุดเดียว มือหิ้วเต้นท์นอน  ส่วนกระเป๋าเพื่อนมีชุดเดียวแล้วมีชุดนอนสองชุดสำหรับเราสองคนนั่งล่ะ  รถออกจากช้างเผือกใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงก็ถึงปากทางขึ้นดอนอ่างขางเป็นสามแยกลงหน้าวัดพอดี  แต่ตลอดการเส้นทางที่รถวิ่งทางเหมือนทางไปนาเลย หมู่บ้านบางบ้านยังเป็นธรรมชาติมากๆ  มีคนเดินตรวจตั๋วประมาณสามครั้ง  มีด่านตรวจต้องโชว์บัตรประชาชนอยู่ด่านหนึ่ง(นึกว่าจะให้ร้องเพลงชาติซะแล้ว) ตลอดการเดินทางเราจะได้ยินเสียงพูดคำเมืองตลอดทางแล้วก็ฟังไม่ค่อยออก  อุตส่าห์เค้าบอกให้ลงเพราะถึงปากทางดอยอ่างขาง เรายังได้ยินเป็นน้ำแข็งเลย55  ลงรถซ้ายมือคือวัดและทางขึ้นดอยก็อยู่ซ้ายมือ มาถึงก็แวะเข้าห้องน้ำที่วัด(จำชื่อไม่ได้ว่าวัดอะไร) ในวัดมีสองแถวให้เหมาขึ้นดอย มีรถบัสพาทัวส์มาเที่ยวจอดเยอะมาก แต่เราเลือกที่จะยืนโบกรถตรงทางเข้าดอยมีรถตำรวจจะขึ้นดอยพอดีเลยติดรถขึ้นไปด้วยมีสมาชิกที่ไปรถคันเดียวกันเจ็ดคนมีผู้หญิงสามคน จากปากทางประมาณ 25 กิโลก็ถึงป่าสนที่ให้กางเต็นท์ของสถานีเกษตรดอยอ่างขางมีผู้ชายหนึ่งคนลงที่นั่นเค้าก็มีอุปกรณ์การนอนพร้อม  ส่วนเรากับเพื่อนก็ลงที่สถานีตำรวจบนดอยถึงที่นี่ประมาณบ่ายโมงแล้วที่เค้าให้กางเต็นท์คือ ป่าสนก่อนถึงประมาณห้ากิโลเมตรเสียค่ากางเต็นท์ , ที่ให้กางฟรีก็อนามัยบนดอย โรงเรียนบ้านคุ้มหน้าสถานีฯ อันนี้เสียเงินนิดหน่อยช่วยน้ำไฟโรงเรียน แต่ที่เราเลือกกางเต้นท์นอนคือหลังสถานีตำรวจนั่งเองฟรีมีห้องน้ำให้อาบอันนี้ก็กางฟรีนะ

     จัดการกางเต้นท์เรียบร้อยไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่เพราะอากาศเย็นเก็บของเข้าเต้นท์เสร็จก็ออกไปเดินเล่นซื้อตั๋วเข้าชมสวนเดินถ่ายรูปดอกไม้ใบหญ้า ผักไปเรื่อยระหว่างทางเดินจะเห็นมีชาวเขานำสินค้ามาวางขาย  และทางดอยมีให้เช่าจักรยานปั่น  เราเดินสักพักแต่เดินไม่ค่อยทั่วก็ออกมาถามคนขายตั๋วว่าพรุ่งนี้มาเที่ยวอีกได้ไหมโดยให้ตั๋วเดิม เค้าใจดีบอกว่าได้พรุ่งนี้มาก็บอกว่า เมื่อวานมาเย็นมาแล้วเที่ยวไม่ทั่ว (แต่จริงๆ จะให้ไปทั่วก็ได้นะแต่มันเหนื่อยเหมือนกัน กะว่าจะพูดเล่นๆ พอเค้าให้ก็เอาจริง) แวะหาอะไรกินได้ไข่สี่ใบกับมันปิ้งมานั่งกินที่เต้นท์

    ประมาณหกโมงมาอาบน้ำ ดีใจสุดๆว่ามีน้ำอุ่นให้อาบ บนดอยน้ำอุ่นเค้าใช้แก๊ชเป็นถังๆ บังเอิญตอนเราอาบแก๊ชหมด  น้ำเย็นมากจะให้บรรยายคงต้องบอกว่า น้ำที่อาบเหมือนมีน้ำแข็งแช่อยู่ข้างในอาบขันแรกเย็นมากอยากจะร้องดังๆเลย พอขันต่อๆมาเริ่มไม่มีความรู้สึกอะไรเพราะมันชาไปหมด พออาบเสร็จนี่สิหนาวสุดๆ  อาบน้ำเสร็จพี่ๆตำรวจที่เรานั่งรถมาด้วยชวนให้นั่งคุยด้วยกันดึกไม่รู้จะไปไหนก็มานั่งคุยกับพวกพี่ๆ  ในกลุ่มก็เลยมี ตำรวจสองนายคือ พี่โอ(คนช่วยรับเรามาด้วย) พี่ชาตรี (คนหล่อของเพื่อนเรา) หมอประจำอนามัยชื่อ เก๊บ (ไม่รู้เรียกถูกหรือเปล่านะ) ชาวเขาชื่อไทยคือ ยินดีต้อนรับ และเราสองสาว นั่งเม้าท์กับพวกพี่เค้าได้รู้อะไรเยอะๆ ได้ฟังเรื่องตลกจากชาวเขาแบบเสียงซาว์แทรค  ได้นั่งฟังคำเมืองจากตำรวจและหมอ พี่โอและพี่ชาตรีเป็นคนเชียงรายและเชียงใหม่ ส่วนหมอเป็นคนภาคอีสานมาทำงานที่นี่สามปีแล้วพูดคำเมืองได้เก่งมาก  พี่โอบอกเราว่าเช้ามีคนเหมารถไปดูพระอาทิตย์ขึ้นเราสองคนขอติดรถไปด้วยนัดกันไว้หกโมงเช้า คืนนั้นเราเข้านอนกันประมาณสามทุ่ม

    อาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม

                    ตื่นตีห้าห้าสิบมาล้างหน้าแปรงฟันแล้วโดดขึ้นนั่งหลังรถกระบะออกไปดูพระอาทิตย์ขึ้น เราว่าก็งั้นๆ นะแวะกินปาท่องโก๋ ซาลาเปาและกาแฟบนนั่น แล้วไปดูทะเลหมอกต่อ  อันนี้เราว่าสวยดีแต่คนเยอะเราก็ไม่ได้ถ่ายรูปตัวเองกับทะเลหมอกและพระอาทิตย์เลย หลังจากดูเสร็จก็แวะมาที่สุดเขตชายเดนไทยพม่า ระหว่างรถวิ่งก็ถ่ายรูปไปด้วยได้บรรยากาศมากๆ นั่งหลังก็ดีอย่างนี้ล่ะ มีเด็กดอยเดินไปโรงเรียนระหว่างทางโบกมือให้ตลอดทางน่ารักสุดๆ แล้วดูพวกเค้าจะดีใจที่เราโบกมือให้แล้วเค้าก็ยินดีโบกมือกลับกันทุกคน กลับมาถึงที่พักประมาณแปดโมงกว่าๆ แวะกินมันเผาอีกแล้ว วิ่งไปเอาบัตรเข้าชมสวนที่เต้นท์เข้าฟรีอีกวัน พอไปถึงเช่าจักรยานปั่นกันตั้งแต่เช้าแวะถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เข้าไปข้างในถึงสวน 90 ต้นไม้ยังไม่สวยเท่าไหร่ก็ได้เท่าที่ถ่ายมาให้ดีนี่ล่ะ  กลับออกมาเกือบบ่ายโมงเดินไปเล่นที่โรงเรียนบ้านคุ้มเห็นคนเก็บเต้นท์กลับกันเยอะเลย และมีคนบอกว่าคืนวันเสาร์ที่เราพักกันมันหนาวประมาณ ห้าองศา และวันนี้มันแค่เจ็ดองศาเอง  แวะกินกาแฟซื้อของฝาก แล้วกลับมานอนเล่นที่เต้นท์ตลอดบ่ายเลยประมาณห้าโมงเย็นออกมากินข้าวตามร้านค้าหน้าอ่างขางวิลล่า สั่งข้าวต้มกุยสองถ้วย ผัดผักรวม ผัดยอดฟักแม้ว และก็แกงจืดสาหร่าย  กินกันอย่างอร่อยเพราะผักเค้าสดปลูกกันเอง แล้วพอคิดเงินถูกมากๆ แถมได้เยอะมากคือมาแบบเต็มจานเลย  อาจจะกินอีกจานแต่อิ่มสุดๆ  กลับมาอาบน้ำอากาศวันนี้ไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่ อาบแบบสบายๆ เสร็จแล้วก็นั่งเม้าท์กันที่เต้นท์ เพื่อนกินเบียร์สองกระป๋องส่วนเรากินโค้กแต่ความเมากับบ้าพอๆกันเลย ประมาณสามทุ่มก็หลับกัน

    จันทร์ที่ 10 ธันวาคม

                    ตื่นนอนประมาณเจ็ดโมงครึ่ง ล้างหน้าแปรงฟัน เต้นท์ยังเปียกน้ำค้างแต่เราก็ต้องรีบเก็บเพราะต้องใช้เวลาลงดอยสี่ถึงห้าชั่วโมงไปขึ้นรถไฟ ตอนเก็บเต้นท์มือเย็นมากชาจนเจ็บมือเหมือนเราเอามือแช่น้ำแข็งตลอดเวลา อยากรู้เป็นไงลองเอามาแช่มือดูดิ  ขากลับก็ได้อานิสงค์จากพี่ที่พาครอบครัวมาเที่ยวเหมารถพี่ชาตรีไปส่งให้เราสองคนติดรถลงดอยด้วยเพราะยืนโบกรถเท่าไหร่ยังไม่มีใครลงดอยเลยที่โบกได้เค้าก็ไปไม่ถึง

                    มาถึงสถานีรถไฟกว่าจะมาถึงกรุงเทพก็ใช้เวลาประมาณสิบสี่ชั่วโมง ใครว่าด่านขุนตาลสวยเราผ่านตอนประมาณบ่ายสี่โมงไม่เห็นว่าจะสวยเลย  มาถึงกรุงเทพได้เหนื่อยมากๆ ได้เห็นชีวิตคนที่ขึ้นรถไฟหลากหลาย  สุดท้ายก็ต้องลางานครึ่งวันเพราะไปทำงานไม่ไหว ตัวเหม็นมาก อยากอาบน้ำแล้วนอนสักเงียบเพราะตลอดสิบสี่ชั่วโมงนอนไม่ถึงสองชั่วโมงเลย.... บ่ายมางานเยอะมากๆ  กลับมาสู่โลกของการทำงานอีกครั้ง

                    รวมค่าใช้จ่ายที่ไปเที่ยว (เผื่อใครบางคนอยากทำเหมือนเราบ้างสักครั้ง)

    ค่ารถทัวส์ กรุงเทพ เชียงใหม่                        558

    ค่ารถไฟ  เชียงใหม่กรุงเทพ                          271

    ค่ารถ เชียงใหม่ ท่าตอน  ไปกลับ                  150        

    ค่ารถพี่ตำรวจตอนขึ้นดอย                                   60

    ค่าธรรมเนียมเที่ยวบนสถานีเกษตรฯ                 50

    ค่าเช่ารถจักรยานชั่วโมงละ                                 50

    ผัดผักรวมจานละ(อร่อยมากเยอะด้วย)              20

    ผัดยอดฟักแม้วจานละ(นี่ก็อร่อย)                       25

    แกงจืดสาหร่ายถ้วยละ                                          50

    ข้าวต้มกุ๋ย                                                                 10

    มันเผ่าสี่ลูก                                                              20

    ไข่ปิ้ง                                                                        20

    อื่นๆ อีกรวมๆ แล้วค่าใช้จ่ายครั้งนี้ใช้งบน้อยจริงๆ ก็ประมาณ 1,500 บาท

    ................................โดย  .ขนิษฐา "นิดเอง"...........................

    เที่ยวทุ่งทานตะวัน

    Sunflower

    วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม  ตื่นนอนตั้งแต่ตีสามห้าสิบ เป็นการตื่นเช้าที่สุดเลย อาบน้ำหนาวมากๆ  แต่ด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ไปเที่ยวทุ่งทานตะวันวันนี้ทำให้กระปี่กระเป่า  ออกเดินทางโดยรถตู้ไปกันเก้าคน  เรานะนั้งหลังคนเดียวนั่งสักพักก็ง่วงนอน ก็นอนยาวคนเดียวเลยตื่นมาอีกทีก็ถึงลพบุรีแล้ว

           ถึงทุ่งทานตะวันบริเวณทางไปเขื่อนป่าสักเราไปถึงก็ประมาณใกล้แปดโมงเช้าแต่แดดก็แรงแล้ว อากาศวันนี้ก็หนาวเหมือนกันนะ  ลงไปถ่ายรูปแต่ด้วยความซวยดันไปแตะเอาตอไม้โดดทิ่มไปที่นิ้วโป่งเลือดไหลออกมามากพอสมควรแต่ด้วยความอยากเที่ยวก็ไม่สนใจก็ได้เก็บภาพสวยๆมาอวดเพื่อนๆนี่ล่ะ  หลังจากถ่ายรูปพอสมควรก็แวะกินข้าวจากนั้นก็ไปเที่ยวเขื่อนป่าสัก แต่ไม่เห็นมีอะไรเลยนั่งรถรางดูเขื่อนแล้วก็กลับเข้ากรุงเทพประมาณเที่ยงเราก็มาถึงปากเกร็ด  แวะเที่ยวที่เกาะเกร็ดสักพัก  ไม่ซินานกว่าไปลพบุรีสักอีกเดินและเดิน ช๊อปปิ้งได้กระเป๋าผ้าใบหนึ่ง กินไอติมใส่ใบตองอร่อยดี และก็ได้กินทอดมันหน่อพร้าวอันขึ้นชื่อของเกาะเกร็ดด้วยอร่อยสุดยอดเลย

           กว่าจะกลับมาถึงห้องก็ประมาณห้าโมงครึ่ง เหนื่อยมากๆ กินยาแล้วนอนพักกะว่านิดหน่อยแต่เอาจริงนอนไปสองชั่วโมงกว่า  ก็มันเหนื่อยนี่น่านานๆ ได้ออกไปใช้พลังงานก็คุ้มแล้ววันนี้

    ผลการวิจัยชื่อธาตุ : WOMAN

    ชื่อธาตุ : WOMAN

    สูตรทางเคมี : Wo + Ma + N

    ผู้ค้นพบ : MAN
    มวลอะตอม : มาตรฐาน 50 Kg แต่อาจแปรเปลี่ยนได้จาก 40-80 Kg
    ลักษณะทั่วไป : คล้ายกันหมดหากอยู่ในเขตเมือง

    คุณสมบัติทางฟิสิกส์

    1. พื้นผิวส่วนใหญ่เคลือบด้วยสารหอมระเหย และน้ำมันบำรุงผิว
    2. เดือดที่อุณหภูมิต่าง ๆ เอาแน่ไม่ได้
    3. ถึงจุดเยือกแข็งทันทีทันใดโดยไม่รู้สาเหตุ และอาจอยู่ที่จุดเยือกแข็งได้เป็นอาทิตย์
    4. หลอมละลายหากได้รับการเอาอกเอาใจถูกวิธี
    5. มีรสเผ็ดและขมถ้าใช้ผิดวิธี
    6. แปรเปลี่ยนได้หลายสถานะตั้งแต่แข็งเป็นหินจนถึงอ่อนเป็นขี้ผึ้งลนไฟ
    7. ไม่ทนต่อการเสียดสี กระแทกกระทั้น

    คุณสมบัติทางเคมี

    1. บ้างมีฤทธิ์เป็นกรด บ้างหวานกว่าน้ำตาล บ้างเปรี้ยวกว่ามะนาวบ้างเปรี้ยวอมหวาน
    2. ทำปฏิกิริยาอย่างรวดเร็วกับเพชร พลอย ทับทิม ทอง ดอกไม้ และสิ่งสวยงามทุกชนิด
    3. ดูดซึมข่าวสารรอบตัวได้มากมายมหาศาล และคายข้อมูลข่าวสารได้รอบทิศทาง
    4. อาจระเบิดได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีเหตุผลและอาการเตือนล่วงหน้า
    5. มีคุณสมบัติละลายเงินในกระเป๋าเมื่อเดินผ่านห้างสรรพสินค้า
    6. เข้ากันเป็นเนื้อเดียวกับผลไม้รสเปรี้ยว ผัก สลัด และไม่เข้ากับไขมันทุกประเภท

    ผลการทดลอง

    1. วัตถุตัวอย่างจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูเมื่อได้รับการสัมผัสอย่างถูกที่
    2. วัตถุตัวอย่างจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเมื่อมีวัตถุตัวอย่างที่สวยกว่าวางอยู่ใกล้
    3. วัตถุตัวอย่างจะส่งเสียงไม่หยุดเมื่ออยู่รวมกันเป็นกลุ่ม

    ประโยชน์

    1. แบกโลกไว้ครึ่งหนึ่ง
    2. ดำรงเผ่าพันธุ์มนุษย์
    3. ทำให้โลกสดใส
    4. สร้างความอ่อนโยนให้เกิดในสังคมมนุษย์
    5. สร้างความตึงเครียดให้เกิดในสังคมด้วย

    ข้อควรระวัง

    1. สัมผัสด้วยความประณีตและให้เกียรติ มิฉะนั้นอาจได้รับอันตราย
    2. ครอบครองได้เพียงชิ้นเดียว ใครฝ่าฝืนจะเกิดอาการ สามเส้าดีซีสทำให้ทุรนทุราย (โปรดใช้วิจารณญาณเป็นอย่างสูง ในการฝ่าฝืน เพราะไม่เพียงทุรนทุราย แต่ อาจมีอันตรายถึงชีวิต)
    3. ระวังของปลอมซึ่งขณะนี้ได้ระบาดอยู่ทุกพื้นที่

    คนไทยฉลาดที่สุด

    คนไทยฉลาดกว่าคนฝรั่งเยอะ
    +++มีคนไทยอยู่ 1 คน พึ่งเรียนจบมาใหม่ๆ
    +++ได้เข้าไปทำงานในบริษัทหนึ่ง ซึ่งเป็นของต่างชาติ
    +++ในทุกวันเขาก็ทำงาน เหมือนเดิมทุกวัน แต่....

    **มีอยู่มาวันหนึ่ง เขาได้เข้าห้องน้ำในบริษัทแล้วไปเจอ
    คนฝรั่ง2 คน อยู่ในห้องน้ำ ซึ่งฝรั่งทั้ง 2 คนเป็นเพื่อนกัน ซึ่งกำลังล้างมือ หลังจาก ฉี่เสร็จ และ พอฝรั่ง 2 คนนั้นเห็นคนไทย ทั้ง2คน จึงคุยข่มคนไทย ว่า....
    ฝรั่งคนที่ 1 "นายเรียนจบที่ไหนว่ะ"
    ฝรั่งคนที่ 2 "เราเรียนจบที่ OXFORD จากประเทศ อังกฤษ"
    (ทันใดนั้น ฝรั่งคนที่ 2 ก็ควักน้ำล้างมือมาถึงข้อศอก)
    ฝรั่งคนที่ 1 เห็นก็งงแล้วถามว่า "ทำไมต้องล้างมือถึงข้อศอกด้วย"
    ฝรั่งคนที่ 2 ตอบว่า " ที่อังกฤษเขาสอนให้ล้างอย่างนี้ เพราะตอนฉี่ ฉี่อาจกระเด็นมาถึงแขนก็ได้ ต้องระวังไว้ก่อน"
    (ทันใดนั้น ฝรั่งคนที่1 ก็ควักน้ำมาล้างมือ เฉพาะ ที่มือ แล้วหาไม้มา แคะขี้เล็บออก)
    ฝรั่งคนที่ 2 เห็นก็ถามว่า " นายจบจากที่ไหน"
    ฝรั่งคนที่ 1 ตอบว่า "เราจบจาก อเมริกา ที่ STAMFORD
    ที่นั่นเขาสอนให้ล้างมือเฉพาะที่สกปรก แล้วก็ แคะขี้เล็บออก เพื่อป้องกันเชื้อโรค"
    ฝรั่ง 2 คนเห็นคนไทยฉี่อยู่ พอคนไทยฉี่เสร็จ ก็เดินออกจากห้องน้ำเลย
    ฝรั่งทั้ง 2 คนเห็นก็ตกใจว่าทำไมไม่ล้างมือ เลยวิ่งไปถามคนไทยว่า
    "นายจบจากไหน ทำไมถึงไม่ล้างมือ"

    คนไทยตอบว่า "จบราม รามไม่สอนให้ฉี่รดมือตัวเอง"monkey2

    อันว่าสุรา ไม่มีนารี

    อันสุรา แปลว่าเหล้า หมาไม่แดก

    คนก็แปลก แดกได้ ไม่อายหมา

    เราก็แปลก แดกด้วย ซวยละหว่า

    ไม่อายหมา ไม่กลัวแปลก แดกเข้าไป

    พยาธิลงเท้า

    "เอาอีกแล้วไอ้นิด"  คำนี้จะได้ยินบ่อยมากๆ เพื่อนๆ คงคุ้นกับสถานที่เที่ยวที่ฉันอยากไปมากมาย โปรแกรมที่ไปผุดขึ้นมาเรื่อยๆ แต่เพื่อนๆก็ไม่ยอมไปกับฉันสักคนไม่รู้มันกลัวอะไร  แล้วและหลังจากการเหน็ดเหนื่อยจากการเรียน และทำงานก็จะได้มีโอกาสไปเที่ยวสักที
    งานนี้หาที่โน่นที่นี่มากมาย แล้วที่จะไปก็หาข้อมูลไม่กี่วันเองก็สรุปกับไอ้เพื่อนซี้ว่าเราจะไปที่ดอยอ่างขางกัน  แต่ทริปนี้เราจะนั่งรถทัวร์ตอนไป ขากลับนั่งรถไฟกลับ  แต่เช็คที่พักก็เต็มกันหมดสรุปก็จะไปกันให้ได้ก็พยาธิมันลงเท้าแล้วนี่  ก็จะไปโดยเอาเต้นท์ไปกันถึงไหนก็กางเต้นท์นั่นแล้วกัน  ไอ้เพื่อนเรามันก็ชวนโบกรถขึ้นดอยอีกแล้ว  สวยๆกันด้วยดิรถคงจอดรับไม่ทันแต่ไปกันแค่สองคนก็คงจะสนุกดีเพราะไม่เรื่องมาก เรื่องกินอยู่สำหรับพวกเราไม่มีปัญหา  โปรแกรมก็เปลี่ยนกันเรื่อยๆ ไม่มีการวางแผนอะไรเลยนึกอยากไปกันซะงั้นก็ไปไม่คิดอะไรมากแค่มีเพื่อนซี้คนหนึ่งไปกับเราก็พอแล้ว...
    จะเดินทางคืนวันศุกร์ 7 ธันวา..สนุกแน่หลังจากไม่ได้เที่ยวแบบนี้มานานม๊ากมากแล้ว เดี๋ยวจะเก็บภาพสวยๆ มาอวดเพื่อนๆนะจ๊ะwallcoo_com_art_fashion_070801_Att_2

    เจ็บไปหมดเลยค่ะ ขำๆ นะ

    สุดารัตน์ ไปพบแพทย์ที่คลีนิคเวชกรรมทั่วไปแห่งหนึ่ง ด้วยอาการปวด

    "สวัสดีครับ คุณสุดารัตน์ช่วยเล่าอาการให้หมอฟังหน่อยสิครับ" นายแพทย์หนุ่มเริ่มต้นซักประวัติ

    "คุณหมอขา คุณหมอต้องช่วยดิฉันให้ได้นะคะ ดิฉันเจ็บไปหมดเลยค่ะ ไปหาหมอหลายที่แล้ว เขาว่าดิฉันเป็นโรคประสาทค่ะ เขาจะส่งดิฉันไปปรึกษาจิตแพทย์ค่ะ แต่ดิฉันเจ็บไปหมดเลยค่ะ จริง ๆ นะคะ" คุณสุดารัตน์อธิบาย และขอร้องให้นายแพทย์เชื่อ

    "เจ็บไปหมด.... อืม .. ยังไงน่ะครับ อธิบายให้เฉพาะเจาะจงหน่อยได้ไหมครับ" นายแพทย์หนุ่มถามประวัติต่อ

    คุณสุดารัตน์จึงสาธิตให้ดู เธอชี้นิ้วไปที่หัวเข่าขวา "นี่ค่ะ ตรงนี้เจ็บมากเลยค่ะ" จากนั้นก็ชี้ไปที่แก้มซ้าย "โอ๊ย นี่ก็เจ็บค่ะ" แล้วเธอก็ชี้ไปที่ติ่งหูขวา "ขนาดตรงนี้ยังเจ็บเลยค่ะ"

    สุดารัตน์รู้สึกว่า แค่เอานิ้วแตะที่ติ่งหู...ยังเจ็บได้ขนาดนี้ เธอช่างโชคร้าย เป็นโรคประหลาดอะไรกันแน่นี่ คิดดังนั้นเธอก็ร้องไห้

    นายแพทย์หนุ่มเชื่อว่าคุณสุดารัตน์น่าจะเจ็บจริง จึงตรวจร่างกายอย่างละเอียด พิจารณาสักพักหนึ่งก็สามารถวินิจฉัยได้ว่า

    "ที่คุณรู้สึกเจ็บ ก็เป็นเพราะว่า 'นิ้วชี้'ของคุณหักน่ะครับ" monkey2

    คำคมน่าจำ

    เพราะสังคม ประเมินค่าที่จนรวย

    คนจึงสร้างเปลือกสวย ไว้สวมใส่

    หาสังคม วัดค่าที่ภายใน

    คนจะสร้างแต่จิตใจที่ใฝ่ดี

     

    กว่าจะเป็นผีเสื้อสีปีกสวย

    เวลาช่วยให้งามตามวิถี

    จากหนอนเป็นดักแด้ ถูกย่ำยี

    กลับดูดีเมื่อลอกคราบ ภาพน่ายล

    เปรียบเร่งรัด ตัดสินคนเพียงแรกเห็น

    ผิดประเด็นผลลัพธ์จึงสับสน

    เมื่อไม่ได้รับรู้ ถึงตัวตน

    ตัดสินคนด้วยภาพลักษณ์ มักพลาดไป

     

    ความสำเร็จมักอยู่ไกล เกินไปถึง

    กับคนซึ่งนั่งหงอยและคอยหา

    ความสำเร็จ จะมาอยู่แค่ปลายตา

    กับคนที่คิดว่า ต้องพยายาม

     

    ไม่มีคำว่าแพ้หากว่าเราได้เริ่ม

    ไม่มีคำว่าอยู่ที่เดิมหากเราได้ค้นหา

    ไม่มีคำว่าเป็นที่หนึ่งหากยังต้องพึ่งพา

    ไม่มีคำว่าดีกว่าหากว่าเราไม่ตั้งใจ

     

    ความห่างไกล สอนให้ใจคิดถึง

    ความรำพึง จะสอนตอนห่วงหา

    ความเชื่อใจ จะสอนตอนนินทา

    แต่ความกล้า จะสอนตอนเรากลัว

     

    ถ้าจะแพ้อย่าอ่อนแอให้ใครเห็น

    ถ้าอยากเป็นคนเข้มแข็งต้องแกร่งไว้

    ถ้าอยากร้องไห้ก็ร้อง ให้หน่ำใจ

    แต่ขอให้ได้อะไรจากน้ำตา

     

    อย่าทำ  ในสิ่งที่ไม่มีสิทธิ์

    อย่าคิด  ในสิ่งที่ไม่มีค่า

    อย่ารอ  ในสิ่งที่ไม่มีมา

    อย่าไขว่คว้า  ในสิ่งที่ไม่มีจริง

     

    วิธีดูคนที่ได้ผลคือ  ดูวิธีปฏิบัติต่อคนที่เขาไม่มีผลประโยชน์ด้วยkapook_42626

     

    เด็กหนอเด็ก

    น้องที่บริษัทมาเล่าให้ฟังว่าหลานเค้าเป็นคนช่างพูดมาก พึ่งเรียนอนุบาลเองแต่มันก็มีเรื่องตลกที่เราฟังแล้วอดอมยิ้มไม่ได้ ก็คือ

    ยายเค้าอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ ด้วยความที่อายุก็มากแล้วสายตาก็เริ่มมองตัวหนังสือไม่ได้  ก็สั่งลูกสาวให้ไปเอาแว่นตามาให้

    .....ไปเอาแว่นตามาให้แม่อ่านหน่อย  แม่อ่านหนังสือไม่ออก

    เด็กน้อยนั่งอยู่ใกล้ๆยาย ได้ยินยายบอกอา  ก็รีบตะโกนบอกอาว่า

    อา  เอาแว่นตามาให้หนูด้วย  หนูจะได้อ่านหนังสือออก

    เด็กหนอเด็ก...  อายุพึ่งอนุบาลจะอ่านหนังสือออกได้ไง  คงไม่รู้ว่าอ่านไม่ออกก็คือมองไม่ค่อยเห็น....

    ประทับใจในเพลงชาติไทย

    มีเรื่องประทับใจมากๆ  มันอาจเป็นเรื่องเล็กๆ นะแต่สำหรับเรารู้สึกภูมิใจสุดๆ  วันนั้นเราจะเดินทางกลับต่างจังหวัดจองตั๋วรถเรียบร้อย  ไปหมอชิตกับเพื่อนอีกคนแต่เพื่อนเรารถออกก่อนเพื่อนไปสายอีสานเราไปสายเหนือ  เพื่อนชวนไปนั่งรอโรงอาหารชั้นสองของหมอชิต

    เราสองคนใส่กางเกงขาสั้นทั้งคู่ นั่งรอเหมือนวัยรุ่นทั่วไป (ขอวัยรุ่นสักวันเฮอะ) วันนั้นก็มีวัยรุ่นเยอะเหมือนกัน ผู้ใหญ่ก็มีนิดหน่อย เรากับเพื่อนก็เม้าท์ๆ กันเราเริ่มมองเห็นนาฬิกาที่โรงอาหารอีกห้านาทีแปดโมงเช้า  ในใจคิดว่าเราจะลุกยืนหรือเปล่าถ้าคนอื่นไม่ลุกจะทำไง เราบอกเพื่อนว่าลุกกันไหม? เพื่อนบอกไม่ลุกหรอกไม่มีคนลุก  โต๊ะอื่นก็ทำเหมือนไม่สนใจก็มองหน้ากันลังเลเหมือนกัน  ตอนนั้นคนก็เดินกันเยอะจริงๆ  บางคนก็นอนด้วย  เวลาเริ่มนับถอยหลังพอเริ่มร้องเราก็ลุกขึ้นยืน พร้อมบอกเพื่อนว่า เฮ้ย  แกลุกขึ้นดิคนไทยป่ะเนี่ย (ตอนนั้นไม่มีคนลุกยืนเลยนะ  ในใจยังคิดว่าถ้าไม่มีคนลุกเราก็จะนั่งลงเหมือนเดิมแต่ผิดคาด) แล้วเพื่อนก็ลุกขึ้น  โต๊ะอื่นๆ ลุกกันหมดเลย  คนที่เดินๆ อยู่หยุดเดิน  เราแอบมองออกไปข้างนอกผู้คนที่เดินอยู่พอมาถึงโรงอาหารเห็นคนยืนนิ่งก็หยุดเดิน และคนอื่นๆ ก็ทำตาม  และยืนนิ่งกันหมดเลย ต่างชาติที่เดินมาก็หยุดนะ(คงงงด้วยมั่ง) ... พอเพลงชาติจบ

    ความรู้สึกที่ภาคภูมิใจมันเกิดขึ้น บอกไม่ถูกเลย ถ้าวันนั้นไม่มีใครยืนคนแรกทุกคนคงทำเหมือนไม่ได้ยิน  และมันนานมากแล้วที่เราไม่ได้ยืนฟังเพลงชาติไทยตอนแปดโมงเช้า  มันไม่ได้ทำให้เราเสียเวลาสักนิด ก็แค่ยืนนิ่งๆ ไม่กี่นาทีและไม่รู้ว่าจะอายอะไรเกิดเป็นคนไทยน่าภูมิใจสุดๆ

    เมื่อความกลัวมาเยือน (สุดท่าย)

    ส่วนใหญ่เราก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าที่เกิดขึ้นกับเราเพราะถ้าพิสูจน์ไม่ได้เราก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ ก็เหมือนกับเมื่อก่อนมีเพื่อนผู้หญิงมาอยู่กับเราสองคนรวมแล้วพักห้องนี้ก็สามคน เมื่อก่อนมีเรากับน้องสาวพี่เขยสองคน น้องสาวพี่เขยเห็นโน่นเห็นนี่บ่อยมากเราก็บอกว่าไม่เคยเห็นคิดมากหรือเปล่า นอนเยอะเกินไปมั่ง พอเพื่อนเรามาอยู่ด้วยอีกคนเพื่อนคนนี้เป็นคนขึ้กลัวผีมาก เราบอกเพื่อนว่า ถ้าดึกๆเรานอนหลับอยากปลุกถ้ามันเป็นเรื่องไร้สาระ  เพื่อนเราไม่กล้าปลุกแต่ทุกวันเพื่อนจะเอาพระมาไว้ใกล้ๆตัว แต่แปลกนะสองคนกลัวผีแต่สวดมนต์กันไม่ได้สักบท แล้วสองคนนี้ดันเห็นอะไรคล้ายๆ กันเล่าเหมือนๆกันอีก แถมเรื่องตึกเรามีเจ้าที่เฮี้ยนมากแผ่ออกมาอีก แล้วน้องพี่เขยก็ย้ายไปอยู่กับแฟนเค้า เหลือเรากับเพื่อนสองคน(แต่ตอนนี้เพื่อนเราแต่งงานไปอยู่กับสามีเค้าแล้ว) เพื่อนเราเล่าว่าเค้าเป็นคนที่เห็นผีหรือดวงจิตบ่อยมากเคยกรี๊ดแล้วช๊อคกลางศาลามาแล้ว เราก็พึ่งรู้ก็เลยบอกเพื่อนว่าไม่ต้องกลัวห้องเรามีพระหลายองค์แล้วเราก็ไหว้พระประจำ และแผ่เมตตาด้วย  แล้ววันหนึ่งเพื่อนก็บอกว่านอนกลางวันเพราะเข้ากะตอนกลางคืน นอนอยู่ดีๆ มีผู้ชายตัวโตมากก้มมามองหน้าเค้า  แล้วก็เดินออกไป เพื่อนเราบอกว่า เค้าเป็นเจ้าที่ของที่นี่และดูแล้วเค้ามาดีคงมาดูแลเท่านั้นหลังจากวันนั้นเพื่อนเราก็ไม่ได้กลัวเรื่องแบบนี้เวลาที่นอนอยู่ตึกนี้

                    เราก็ไม่สามารถบอกอะไรใครได้เพราะเราเองก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งเหมือนกัน... แต่ว่าวันนี้เราจะนอนหลับหรือเปล่าเนี๊ยไม่รู้ว่าจะมีงูอีกหรือเปล่า  แต่ก่อนจะนอนเราจะแผ่เมตตาให้เค้าแล้วกัน พรุ่งนี้จะเอาแรงที่ไหนไปทำงานนะ  และพรุ่งนี้ต้องเดินทางตอนกลางคืนไปต่างจังหวัดร่วมงานเผาศพพ่อบุญธรรมอีกด้วย  ตอนนี้ก็เริ่มเพลียแล้วเหมือนกัน อีกสักพักจะได้ไปนอนจะได้หลับสนิท

                    สัพเพสัพตา .....................

    เมื่อความกลัวมาเยือน3

    อีกเรื่องที่เราแปลกใจคือ เรื่องมีอยู่ว่าวันหนึ่งเรานั่งรถตู้บริษัทกลับจากทำงานพร้อมพนักงานคนอื่นๆ จู่ๆเราได้กลิ่นเหม็นมากพี่คนหนึ่งในรถกำลังเปิดกระจกด้วยเราก็ขอให้ปิดแต่ไม่ได้บอกว่าได้กลิ่นพี่เค้านึกว่าเราหายใจไม่ออกตามฉบับโรคประจำตัวเรา วันรุ่งขึ้นเรามีหน้าที่ลงมาในส่วนงานผลิตเพื่อตามงานเราได้กลิ่นธูปตลอดกลิ่นแรงมาก วันแรกก็นึกว่าแม่บ้านไหว้ศาลพระภูมิพอวันที่สองเราก็ได้กลิ่นอีกก็ยังคิดว่าเป็นของบริษัทข้างๆ บ้าง วันที่สามกลิ่นนั้นเราก็รู้สึกเหมือนเดิมทุกครั้งที่ลงมาในฝ่ายผลิตมีคนเดินข้างๆเรา เราถามว่าได้กลิ่นอะไรไหมเค้าบอกไม่ได้กลิ่น เราก็แปลกใจตัวเองเหมือนกันมองไปบริษัทข้างๆ เค้าก็ไม่มีไหว้ศาลรวมทั้งที่บริษัทเราด้วย  พอวันที่สี่เราไม่ได้ลงไปข้างล่างอีกก็ถามน้องอีกคนที่ลงไปแทนว่าได้กลิ่นธูปหรือเปล่าน้องบอกไม่ เย็นวันนั้นเราเดินไปข้างล่างอีก  มีพี่ที่เป็นหัวหน้าผลิตมาถามเราว่ารู้จักคนชื่อสุพรรณ บริษัทลูกค้าหรือเปล่า เราบอกเคยได้ยินชื่อแต่ไม่เคยเห็นหน้าและรู้ว่าพี่ๆข้างล่างจะสนิทกับคนนี้มากๆ ว่างๆก็แวะมาหากัน  พวกพี่เค้าบอกว่าคนชื่อสุพรรณเค้าแอบชอบเรา  มาบริษัทเราทีไรเค้าบอกอยากเห็นหน้าเรา  เราก็ยิ้มๆแต่ต้องหุบทันทีที่พวกพี่เค้าบอกว่า คนชื่อสุพรรณตายแล้ว ตายประมาณสี่ห้าวันแล้วนั่งดูทีวีอยู่ดีๆ ก็ช๊อคตาย แล้วเราก็นับวันที่เรารู้สึกแปลกๆ แล้วมีพี่สองคนเป็นคนรับรู้ว่าเราได้กลิ่นประหลาดมาตลอด พวกพี่เค้าก็พึ่งจะรู้ข่าวกัน  หลังจากนั้นเราไม่ได้กลิ่นธูปหรืออะไรอีกเลยแต่ได้ข่าวว่าที่บริษัทลูกค้าเราที่เค้าทำงานตอนมีชีวิตอยู่มีคนเห็นเค้ามาทำงาน โดนไปหลายคนเหมือนกัน

    เมื่อความกลัวมาเยือน2

    อ้อลืมเล่าอีกว่าปกติเราจะเป็นคนไม่ชอบฝันอะไร ถ้าคิดจะหลับหัวสมองจะว่างมากๆจะไม่เก็บเอาอะไรมาฝัน หรือฝันเห็นคนโน้นคนนี้  ถ้าฝันเรื่องนั้นส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ แต่มันอาจเร็วหรือช้าบอกไม่ได้เพราะถ้าคุ้นๆ กับเหตุการณ์อะไรบางอย่างเหมือนเราดูหนังรอบสองแล้วเดาออกว่าต่อไปจะเป็นอะไร  แล้วมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับอะไรแปลกสำหรับเรา คือเท่าที่เรารู้ตัวนะ มีพี่ที่เรารู้จักและสนิทมากเมื่อก่อนพี่เค้าอยู่ตึกเดียวกับเราแต่ย้ายไปอีกตึกหนึ่งเป็นพี่ชายที่ปรึกษาได้ทุกเรื่องสำหรับน้องๆ  พี่เค้าเสียชีวิตกะทันหันเรารู้ข่าวตอนเย็นวันนั้น วันก่อนเราโทรไปถามทางพี่เค้าพี่บอกว่ามาโรงพยาบาลยังคุยแซวเล่นกันอย่างสนุกสนานตามนิสัยไม่คิดว่าพี่จะอาการหนักพี่เค้าเสียชีวิตเพราะหัวใจล้มเหลว พี่เค้าอายุสามสิบกว่าๆ หนักประมาณเกือบร้อยโลได้คืนนั้นหลังจากเรารู้ข่าวกัน ก็แยกกันไปนอนห้องใครห้องมันประมาณเที่ยงคืนเสียงโทรศัพท์ภายในห้องเราดังขึ้นเรากำลังจะนอนเห็นเวลาอย่างชัดเจนใจนึกว่าเพื่อนหญิงเรากลัวผีโทรมาหา เรารีบไปรับสายผลคือไม่มีเสียงใครพูดอะไรเลย มีแต่เสียงลมเราถามชื่อก็ไม่ตอบเช้ามาถามเพื่อนหญิงว่าโทรมาหรือเปล่า เพื่อนบอกว่าไม่ได้โทรไปแล้วเมื่อคืนโทรศัพท์ห้องเพื่อนก็ดังเหมือนกันแต่เพื่อนกลัวไม่ลุกไปรับ เราสองคนก็งงกับเรื่องนี้เหมือนกันเพราะใครนะโทรมาแกล้งเราสองคนแต่ไม่มีใครรู้จักพี่เค้า และรู้จักห้องเรา และห้องเพื่อนหญิงเราไม่น่ามีใครมาแกล้งก็สรุปกันว่าพี่เค้าคงมาบอกให้เรารู้กันมั่งว่าได้จากโลกนี้ไปแล้ว

    เมื่อความกลัวมาเยือน

    ปกติเป็นคนที่ไม่ได้กลัวอะไรง่ายๆ หมายถึงสัตว์ต่างๆนะ  แต่วันนี้นั่งเล่นคอมฯอยู่ดีๆ ไม่รู้อะไรดลใจให้เอามือไปหยิบกระดานที่ใช้รองวาดภาพที่ตั้งหลังโน๊ตบุ๊ค แล้วสิ่งที่เห็นหลังกระดานคือ คล้ายๆ เชือดเส้นหนึ่งสีเทามีจุดๆคล้ายสายไฟ มือก็จะไปหยิบทิ้งแต่มันเลื่อยหนีรีบยกมือขึ้น ตอนนั้นยังไม่กลัวนะ  แต่พอเอาไม้กวาดมาเขี่ยอีกทีทั้งร้อง รีบถอยมาตั้งหลักไม่รู้ว่าจะทำอย่างไง อยู่ห้องพักคนเดียวด้วย  รีบโทรหาเพื่อนหญิงที่อยู่ตึกเดียวกันมาเป็นเพื่อนกะว่าจะจัดการเอง แต่พอทำแล้วมันรู้สึกกลัวขึ้นมาเราสองคนร้องโว้ยวายแข่งกันทั้งกลัวๆกล้าๆ

    ตัดสินใจก่อนมันจะเลื่อยไปที่อื่น โทรหาลุงเจ้าของตึกมาช่วยเอามันออกไป  ลุงมาถึงดันมองไม่เห็นนึกว่ามันเป็นเชือกเหมือนเราเลยต้องชี้ให้ดู แล้วลุงก็จัดการฆ่ามันตาย ตัวมันประมาณนิ้วก้อยเราได้ยาวประมาณสิบเซ็นต์ได้นะ

    ความกลัวขึ้นหัวเลยทีนี้ เพราะย้อนกลับไปคิดว่าเมื่อก่อนตอนอยู่บ้านต่างจังหวัดเคยมีงูขึ้นมานอนในห้องนอนเราไม่รู้มันมาตอนไหนนอนกับมันมากี่วันไม่รู้แต่วันนั้นพอรู้วิ่งโว้ยวายออกจากห้องแทบไม่ทัน  ตอนนั้นเป็นบ้านเราเองมีพ่อกับแม่อยู่ด้วยเราไม่กล้านอนห้องตัวเองต้องขอไปนอนกับพ่อแม่เลย  และตอนมาทำงานใหม่ๆ อยู่ห้องชั้นล่างสุดเพราะสะดวกแต่น่าฝนไม่รู้ตะขาบตัวเล็กๆมาจากไหนมันมาแกะตัวเราเยอะเลย ตอนนั้นเราพักกับพี่ แต่พี่ไม่เป็นอะไรแล้วมันไม่ไปหาพี่เราเลยทั้งๆที่พี่นอนขวางทางมันอยู่ คืนนั้นเรารีบเปิดไฟหามันใหญ่เลยพี่บอกไม่เห็นอะไรเลย หาว่าเราละเมอคิดไปเองแต่แล้วพี่ก็เห็นมันเกาะที่ขาเราไม่งั้นคงไม่เชื่อเราแน่ๆ คืนนั้นเราเปิดไฟนอนและนอนไม่หลับเลยเพราะระแวง

    เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรกับเราหรือห้องเราเพราะเรานั่งเล่นคอมฯตลอดทั้งคืน ตอนกลางวันเราก็เล่นไม่เห็นมีอะไรเลยเราก็รื้อโต๊ะอยู่ไม่เห็นอะไรแล้วห้องเราก็อยู่ชั้นสี่ไม่รู้มันมาจากไหน หรือห้องเราจะรกจริงๆนะ แต่ห้องอื่นๆก็มีทำไมไม่ไปล่ะ ชั้นหนึ่งถึงชั้นสามหรือว่าจะชั้นสี่ของเราก็เหอะมีอยู่หลายห้องด้วยคนที่เค้าไม่กลัวหรืออยู่กันหลายคนมันก็ไม่ไปหานะ มาหาคนอย่างเรา (ตอนที่อยู่ต่างจังหวัดห้องพี่สาวกับพี่เขย หรือห้องพ่อกับแม่งูมันก็ไม่ไปนะมาห้องเราคนเดียวเลย) หลังจากที่พบเรารื้อห้องทุกมุม เพราะปกติจะชอบเปิดหลังทิ้งไว้  รวมถึงตู้เสื้อผ้าด้วยนี่ที่ตู้เสื้อผ้าเรายังไม่ได้รื้อดูเลยเพราะกลัวจะเจอแล้วไม่กล้านอนที่ห้อง  ถ้าไม่กล้านอนเราก็ไม่รู้จะไปนอนที่ไหนกะว่าถ้าไม่เพลียเราก็นอนไม่หลับแน่เพราะความกลัว เพื่อนหญิงบอกว่าจะพบเนื้อคู่มั่งแต่เราไม่เชื่อหรอก

    ลูกพ่อ

    เมื่อเสาร์เรายังสนุกกับเพื่อนเก่า หัวเราะกันคึกคัก  แต่พอตกกลางคืนก็มีเรื่องที่ทำให้สับสนและเป็นอะไรที่งี่เง่ามากๆ พอวันอาทิตย์มาถึงทำให้เราได้คิดว่า ชีวิตของคนเราก็แค่นี้เพราะพึ่งได้รับข่าวร้ายมาว่า พ่อบุญธรรมที่เรารักและเคารพได้จากไปอย่างกระทันหัน พ่อกับเม่เราเสียใจกับเรื่องนี้มาก มากกว่าเราเสียอีก รู้เพียงว่าแม่ร้องไห้แทบไม่มีสติเพราะพ่อแม่เราพึ่งจากกับพ่อบุญธรรมมาไม่นานแล้วยังพึ่งคุยโทรศัพท์ไม่กี่ชั่วโมงเอง สำหรับพ่อเรานั้นข้างนอกอาจดูเข้มแข็งแต่ข้างในลึกๆ พ่อคงเสียใจมาก(อาจแอบไปร้องไห้คนเดียวเหมือนเราก็ได้)เพราะทั้งพ่อและแม่ เป็นเพื่อนรักกับพ่อบุญธรรมตั้งแต่สมัยเป็นเด็กๆ แล้วติดต่อกันตลอดเวลาของอายุท่าน
     
    เมื่อประมาณสองเดือนก่อนพ่อบุญธรรมป่วยเข้าโรงพยาบาลอยู่เป็นเดือนเกือบไม่รอด แต่ด้วยกำลังใจ จากญาติๆ และเพื่อนสนิทอย่างพ่อแม่เราท่านก็ผ่านช่วงเวลานั้นได้  แต่แล้วคนประมาณบางคนก็ได้มาพรากชีวิตพ่อบุญธรรมไป พ่อขี่มอเตอร์ไซค์(ทุกครั้งจะเอารถยนต์ไป) วิ่งช้าๆ ในหมู่บ้านเพื่อไปทำธุระให้พ่อเราแล้วรถยนต์คันหนึ่งก็พุ่งเข้ามาชนรถพ่ออย่างแรง แม้จะมีคนรีบนำส่งโรงพยาบาลแต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตของพ่อได้  ส่วนลูกๆของพ่อบุญธรรม พี่คนเล็กบอกว่าจะบวชให้พ่อตอนท่านมีชีวิตอยู่แล้วก็ติดงานติดธุระทุกครั้ง  จนถึงวันนี้พี่เค้าคงเสียใจมากเพราะพี่คงทำได้แค่บวชหน้าไฟให้พ่อยิ่งพี่ชายคนนี้แค่ผู้หญิงหักอกเดือนละคนพี่แกก็กินเหล้าเมาแล้วก็ร้องไห้มันทุกครั้ง
     
    รู้แล้วว่าตอนนี้ตัวเราเองต้องการอะไรมากที่สุด  เราไม่อยากเห็นน้ำตาของแม่  ไม่อยากให้พ่อเสียใจ  อยากให้พี่สาวและครอบครัวของพี่สาวมีความสุข ใครคนอื่นเราไม่สนใจไปมากกว่าคนในครอบครัวของเราแล้ว ถ้าพวกเขาทุกข์ มีน้ำตา หรือเสียใจ จะมีใครล่ะที่ช่วยเค้าได้ถ้าไม่ใช่คนในครอบครัวเดียวกัน ทุกคนในครอบครัวของเรามีเราเป็นศูนย์กลางไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเค้ามักจะบอกเราเป็นคนแรก และพูดความจริงทุกครั้งที่ถาม  แล้วเราล่ะเสียใจหรือทุกข์ใจแม้ไม่พูดออกมาแต่ทุกคนในครอบครัวจะรับรู้ แม้ไม่รู้สาเหตุที่เราเป็นแต่เค้าจะให้กำลังเราเสมอ
     
    อยากบอกว่า ถ้าคุณทะเลาะกับพ่อแม่ไม่ว่าจะครั้งใดก็ตาม คงร้องไห้เสียใจที่โดนท่านตีหรือด่า  เคยแอบมองหรือเปล่าว่าท่านเองก็เจ็บแล้วร้องไห้ออกมาเหมือนกันตอนนั้นคุณคงยังไม่รู้สึกอะไรแค่เฉยๆกับภาพนั้นเพราะคิดว่าเสมอกัน  แต่ถ้าคุณคิดไม่อยากเกิดมาเป็นลูกท่านแล้ว หรือโดนท่านว่าไม่น่าเลี้ยงมาให้เสียข้าวสุกล่ะก็ ให้คิดใหม่นะ  ผู้หญิงคนหนึ่งทนอุ้มท้องมาถึง 9 เดือนมีโอกาสฆ่าเราได้ตลอดเวลาในท้องแต่ก็ไม่ได้ทำ ทนเจ็บคลอดเราออกมา จำได้ไหมสะดือที่เรามีกันน่ะมันมาจากไหนเล่าถ้าไม่ใช่จากแม่เรา  เคยคิดว่าไม่อยากอยู่แล้วกับครอบครัวแบบนี้ตอนเป็นเด็กๆ แต่เมื่อโตขึ้นเจอแบบทดสอบพ่อกับแม่จะแยกทางกันตอนคุณอายุ24 มันน่าจะดีใจที่ความคิดจะได้เป็นจริงและเราก็โตแล้วมันน่าจะดีกับเราแต่แล้วความรู้สึกมันไม่อยากเสียใครคนหนึ่งในครอบครัวไป พยายามทุกทางให้ได้ครอบครัวกลับมาเหมือนเดิมแล้วก็ให้รู้ไว้ว่าสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างดีขึ้นคือ  การพูดคุยกันในครอบครัว การพูดความจริง ความเข้าใจกัน ให้โอกาสกันและกัน ทำให้ครอบครัวกลับมาเหมือนเดิมได้  แล้วถ้าคุณรู้สึกไม่ชอบหน้าพี่หรือน้องคุณเลยตีกันได้ทุกครั้งที่มีโอกาส ไม่เคยพูดดีกับเค้าเลย คำว่าพี่อาจไม่มีออกมาจากปากแต่รู้ไว้เถอะว่าพอถึงเวลาหนึ่งแล้ว ไม่มีอะไรจะมาแยกความเป็นพี่น้องไปได้ความผูกพันกันไม่รู้มันเกิดขึ้นตอนไหน อาจเป็นตอนที่ตีกันแล้วร้องไห้ทั้งคู่พอพ่อแม่รู้ท่านทำโทษทั้งคู่ หรือตอนที่ใครคนหนึ่งแต่งงานมีครอบครัวก่อนจึงทำให้เรารู้ว่าครอบครัวสำคัญกับเรามาก..
     
    บ่นและระบายมามากพอแล้ว  พรุ่งนี้จะเดินทางไปร่วมงานศพพ่อบุญธรรมแล้ว สิ่งที่ทำให้ท่านได้คงเป็นเพียงแค่เคาะโรงแล้วบอกท่านว่า "หนูมาแล้ว หนูรักพ่อนะ"  แล้วทำให้คนที่มีชีวิตอยู่มีความสุขและบอกให้ท่านรู้ว่าเรารักท่านขนาดไหนตอนที่ท่านมีชีวิตอยู่กับเรา...
     
    ปล. ใกล้วันพ่อแล้วใครไม่เคยบอกให้พ่อแม่รู้ว่ารักท่าน  ก็ให้ใช้โอกาสนี้บอกให้ท่านรู้ไว้นะ  เราไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไรวันนี้มีโอกาสก็รีบทำมันซะนะ
     
    ..หนูนิด  ลูกพ่อแม่ค่ะ..

    ข้อคิดดีๆ ในการดำเนินชีวิต

    1.นึกไว้เสมอว่าการโกรธ 1 นาที จะทำให้ความทุกข์อยู่กับคุณ 3 ชั่วโมง

    2.ถ้ายิ้มให้กับคนที่อยู่ในกระจก รับรองว่าเขาต้องยิ้มกลับมาทุกครั้งแน่

    3.ลองปลูกต้นไม้เองสักต้น การเติบโตของมันจะบ่งบอกตัวตนของคุณได้

    4.หลับตานิ่งๆสักสามนาที เมื่อรู้สึกว่าอะไรที่อยู่ตรงหน้ามันช่างยากเหลือเกิน

    5.ระหว่างแปรงฟัน ฮัมแพลงด้วยจนจบ จะทำให้ฟันสะอาดขึ้นสองเท่า

    6.เคี้ยวข้าวแต่ละคำให้ช้าลง จากที่รสชาดธรรมดา ก็จะอร่อยขึ้นเยอะเลย

    7.ไม่ว่าผมจะสั้นหรือยาวแค่ไหน ก็ต้องการให้หวีอย่างถนุถนอมเหมือนกันหมด

    8.การขึ้นลงบันใดสูงๆ แบบไม่ให้เมื่อย คือการไม่นับว่ากำลังยืนอยู่บันใดขั้นที่เท่าไร

    9.คนตาบอดจะเห็นว่าคุณสวย/หล่อมากๆทันที ที่คุณถามเขาว่า "ช่วยพาข้ามถนนไหมคะ/ครับ?"

    10.เมื่อจะหยิบเศษเงินให้ขอทาน ไม่จำเป็นต้องนับก่อนที่หย่อนลงกรป๋องหรอก

    11.ควรหัดพูดคำว่า "ไม่เป็นไร" ให้เคยปากมากกว่าการพูดคำว่า "จะเอายังไง"

    12.ลองตั้งนาฬิกาให้เร็วขึ้น 15 นาที รับรองว่าจะไม่ค่อยไปสายเหมือนก่อน

    13.สัตว์เลี้ยงที่บ้านเก็บความลับเก่ง เรื่องที่ไม่อยากให้ใครรู้จึงควรเล่าให้มันฟัง

    14.อาหารที่ไม่ชอบกินตอนเด็ก ลองตักเข้าปากอีกที เผื่อจะกลายเป็นอาหารจานโปรด

    15.เขียนชื่อคนที่เกลียดใส่กระดาษแล้วฉีกทิ้ง ความเกลียดจะเบาบางลงเรื่อยๆ

    16.ให้ปล่อยให้น้ำตาไหลโดยไม่ต้องเช็ด เมื่อน้ำตาแห้งแล้วแทบดูไม่ออกว่าเพิ่งร้องให้

    17.ตุ๊กตาและของเล่นเก่าๆ จะทำให้เรายิ้มได้เสมอเมื่อไปหยิบมาเล่นอีกครั้ง

    18.ก่อนจะซื้ออะไรก็ตาม ต้องคิดหาประโยชน์ของมันให้ได้อย่างน้อยสามข้อก่อน

    19.ถึงเสื้อกางเกงในตู้จะมีอยู่น้อย แต่ถ้าใส่สลับกันไปเรื่อยๆ ก็ดูเหมือนมันมีเยอะเอง

    20.ซาลาเปา 1 ลูกกินได้ 2 คน ลูกชิ้นปิ้ง 1 ไม้กินได้ 4 คนถ้าคุณคิดจะแบ่งเท่านั้นเอง

    21.เลือกให้ของขวัญคนที่ไม่เคยได้ดีกว่า ให้คนที่ได้เยอะจนจำชื่อคนที่ให้ไม่ได้

    22.ในวันที่รู้สึกเศร้าๆ เหงาๆ เดินไปซื้อดอกไม้ให้ตัวเองสักดอกก็จะดีขึ้น

    23.แอบรักใครสักคน ยังไงก็ยังดีกว่าไม่เคยรู้ว่าความรู้สึกรักมันเป็นอย่างไร

    24.ถึงจะไม่ออกไปไหน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะแต่งตัวสวยๆ หล่อๆ ไม่ได้นิ

    25.ฝึกโรแมนติกง่ายๆ คนเดียวบ้าง ด้วยการนั่งนับดาวให้ครบ 100 ดวงก่อนนอน

    26.ถ้าคุณเช็ดกระจกที่ขุ่นมัวที่สุดจนใสได้ ทำไมคุณจะเรียนดีกว่านี้ไม่ได้

    27.พยายามอ่านหนังสือทุกชนิดในมือให้จบเล่ม มันอาจจะไม่สนุกแต่ก้มีประโยชน์แฝงอยู่

    28.วันที่ตื่นเช้าๆ ให้บิดขี้เกียจนานที่สุดเท่าทีจะนานได้ ถ้าขี้เกียจออกกำลังกาย

    29.แค่เอาข้าวที่กินไม่หมดไปให้หมาที่เดินผ่าน ก็เป็นการทำบุญที่ไม่ต้องลงทุนแล้ว

    30.ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็นในบ้าน แม่จะได้มีค่าขนมเพิ่มขึ้นอีกหลายบาท

    ความหมายตัวอักษรตัวท้ายของชื่อเรา

    A / J / S
    >> เป็นคนหลงใหลในอิสระเสรีภาพมาก ไม่ใช่เก็บตัว

    >>
    ทั้งยังชอบการแสดงออกเสียจนดูฟุ่มเฟื่อย สำหรับการทำงาน
    >>
    ชอบทำงานที่ได้เป็นเจ้านายตัวเอง
    >>
    ทั้งนี้เพราะว่าเป็นคนที่ยึดมั่นในความคิดของตนเป็นอย่างยิ่ง
    >>
    โดยไม่เปลี่ยนแปลงง่ายๆ และไม่ยอมประนีประนอมใด ๆ เลย
    >>
    แต่ก็เป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ต่อความต้องการของตน ทั้งยังเป็นคนมีอารมณ์ขัน
    >>
    และจริงใจต่อทุกคนที่เป็นเพื่อน
    >> B / K / T
    >>
    อุปนิสัยมักเป็นคนที่เอาแต่อารมณ์เป็นใหญ่
    >>
    จึงมักหวั่นไหวปรวนแปรได้โดยง่ายตามกระแสความต้องการของคนส่วนใหญ่
    >>
    หรือบุคคลที่มีอิทธิพลเหนือกว่า แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนอ่อนไหวง่าย  สงสาร
    >>
    รวมไปถึงการชอบสงสารและเข้าข้างตัวเองอีกด้วย
    >>
    ทั้งยังไม่ใช่คนที่มีความอดทนต่อสิ่งใดๆ เลย
    >>
    ละมักมีความฝังใจกับเรื่องร้าย ๆ ในอดีต 

    >> C / L / U
    >>
    เป็นคนที่อยู่เฉย ๆ ไม่ค่อยได้ มักจะกระตือรืนร้น
    >>
    สนอกสนใจเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เสมอแต่จะสนใจอะไรได้ไม่ค่อยนาน
    >>
    และมักทำงานไม่ค่อยสำเร็จหากไม่มีคนช่วย
    >>
    ทั้งนี้เพราะมีความเป็นนักทฤษฎีมากกว่านักปฏิบัติ และยังเป็นคนที่ชอบการแสดงออก
    >>
    โดยเฉพาะในเรื่องความคิดจะให้ความสนใจในตัวบุคคลที่มีความสามารถเก่งการจจน
    เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง
    >>
    และชื่นชอบกับการติดต่อพบปะผู้คน

    >> D / M / V
    >>
    เป็นคนที่มีความเข้มแข็งและอดทนที่โดดเด่นมาก ชอบทำตัวง่าย ๆ ติดดิน
    >>
    และไม่เป็นปัญหาสำหรับใคร มักจะเป็นที่พี่งพาของคนใกล้ชิด
    >>
    เป็นผู้ให้ที่ดีสำหรับคนที่ต้องการความช่วยเหลือจริงจัง
    >>
    แต่จะไม่มีความอดทนกับคนที่เอาแต่งอมืองอเท้าไม่ทำอะไร
    >>
    นอกจากเอาแต่ร้องขอทั้งยังให้ความสำคัญกับการทำงานและสิ่งอัน
    >>
    เป็นสาระต่อชีวิต
    >>
    นอกจากนี้ยังเป็นคนที่รักความซื่อสัตย์มากที่จะทำทุกอย่างตรงไปตรงมา

    >> E / N / W
    >>
    เป็นคนชอบความทันสมัยมาก และมักจะทนกฎเกณฑ์เก่า ๆ
    >>
    ที่เห็นว่าคร่ำครึสำหรับตนไม่ได้เลย ทั้งยังเป็นคนชอบการเปลี่ยนแปลง
    >>
    จะไม่มีวันยอมยึดมั่นหรือเข้มงวดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้
    >>
    และยังไม่ใช่คนที่มีระเบียบแบบแผนอะไรมากนัก
    >>
    ทั้งยังไม่มีความระมัดระวังในการใช้ชีวิตอีกด้วย
    >>
    นอกจากนี้ในเรื่องของความคิดก็มักจะขัดแย้งกับคนทั่วไป
    >>
    ออกจะดูดื้อรั้นในสายตาคนรอบข้าง 
     
    >> F / O / X
    >>
    เป็นผู้ที่มีความอ่อนโยน โอบอ้อมอารีและมักมีเสน่ห์ต่อคนใกล้ตัวเสมอ
    >>
    ทั้งยังเป็นคนที่นิยมในสิ่งที่สวยงาม่อนหวาน
    >>
    จึงมักจะหมดเปลืองเวลาไปกับการสรรหาสิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้ให้ตนเอง
    >>
    โดยเฉพาะในเรื่องการแต่งตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจมีความสุขมาก
    >>
    ทั้งยังนิยมชมชอบให้คนรอบข้างได้สัมผัสใกล้ชิดกับสิ่งสวยงาม
    >>
    ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศิลปะหรือข้าวของเครื่องใช้ ต่างๆ
    >> G / P / Y
    >>
    มักเป็นคนที่นิยมในความจริงที่ตรงไปตรงมาและชัดเจน
    >>
    ชอบทำงานที่มีเหตุผลจริงจัง
    >>
    ทั้งยังเป็นคนที่มีความละเอียดถี่ถ้วนมากในหน้าที่ที่รับผิดชอบ นอกจากนี้
    >>
    ยังเป็นคนเปิดเผย ใจร้อน ชอบแสดงออก กล้าคิดกล้าทำ
    >>
    แต่ไม่ใช่นักพูดที่ดีนัก
    >>
    เป็นคนที่มีความโดดเด่นในตัวเองโดยธรรมชาติ
    >>
    เป็นคนชอบแต่งตัวและมีรสนิยมที่ดีในการเลือกข้าวของเครื่องใช้ให้กับตนโดยไม่
    จำเป็นต้องมีราคาแพงเสมอไป

    >> H / Q / Z
    >>
    ไม่มีความเร่งร้อนบุ่มบ่ามในการกระทำใด ๆ ทั้งสิ้น
    >>
    การคิดการตัดสินใจค่อนข้างล่าช้าแต่สุขุมรอบคอบและผ่านการวางแผนที่ดี
    >>
    ไม่ชอบชีวิตเสี่ยงภัยและไร้ความมั่นคง
    >>
    ทั้งยังเป็นคนที่เคร่งครัดต่อระเบียบกฎเกณฑ์ของสังคมเป็นอย่างยิ่ง
    >>
    คอนข้างจะปิดกั้นตัวเองต่อความสนุกสนานในความคิดของคนทั่วไป รักความสงบ
    >>
    และรักการใช้ชีวิตส่วนตัวที่ไม่มีคนเข้ามาวุ่นวาย
    >> I / R
    >>
    มีความมานะพยายามสูง และมองคนในแง่ดี
    >>
    ม่มีอคติหรือคิดร้ายกับใครทั้งสิ้น
    >>
    แต่ในขณะเดียวกันเป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองมาก
    >>
    ชัดเจนและตรงไปตรงมากับความชอบหรือไม่ชอบของตน ไม่มีลักษณะของคนที่ลังเล
    >>
    หรือตัดสินใจไม่ได้ให้เห็นเลย
    >>
    จะดูเป็นคนดันทุรังอยู่สักหน่อยกับสิ่งที่ตนคิดและเชื่อที่จะไม่ยอมเปลี่ยน แปลง
    >>
    ทั้งยังมีหลักการและเหตุผลสำหรับการกระทำของตัวเองเสมอ

    นักแสดงผู้ยิ่งใหญ่

    …..ผมเป็นลูกคนเดียว พ่อกับแม่เป็นพนักงานธนาคาร 
    ท่านเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเดียวกัน เรียนอยู่คณะเดียวกัน 
    เพียงแต่พ่อเรียนสูงกว่าแม่หนึ่งปี ทั้งคู่ก็เป็นลูกคนเดียว 
    แม่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน มีฐานะค่อนข้างดี 
    ส่วนพ่อเป็นลูกกำนันอยู่ที่ประจวบคีรีขันธ์ ฐานะพอใช้ได้ 
    เมื่อจบออกมาท่านก็ได้งานทำที่ธนาคารเดียวกันอีก 
    เมื่อยังเป็นพนักงานตำแหน่งเล็กๆ นั้น 
    ท่านอยู่สาขาธนาคารใกล้กัน 
    พ่อต้องขับรถไปส่งผมที่โรงเรียนอนุบาล แล้วจึงไปส่งแม่ที่สาขาธนาคารของแม่ 
    ก่อนขับรถต่อไปที่สาขาที่พ่อทำงานอยู่ ซึ่งไม่ห่างไกลกันนัก 
    เวลากลางวันพ่อจะขับรถมาหาแม่ เอาอาหารที่เตรียมไว้ 
    หรือซื้อหาไว้ไปรับประทานกับแม่แล้วรีบกลับไปสาขาของตนเอง 
    งานเลิกก็กลับไปรับแม่ แล้วเลยมารับผมที่โรงเรียน 
    นี่เป็นเรื่องประจำวันเมื่อครั้งผมยังเป็นเด็ก 

    พ่อไม่ออกไปสมาคมกับเพื่อนฝูงในตอนค่ำโดยไม่มีแม่เด็ดขาด 
    ทั้งที่แม่เป็นผู้หญิงเรียบร้อย ผมไม่เคยเห็นแม่แสดงอาการหึงหวงพ่อแม้แต่ครั้งเดียว 
    วันเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุด 
    เราทำกิจกรรมร่วมกันอย่างไม่เคยแยกจากกันมาโดยตลอด 
    จนเป็นครอบครัวที่ถูกกล่าวขวัญถึงว่าเป็นครอบครัวที่อบอุ่น 
    พ่อกับแม่เป็นคู่สามีภริยาที่ได้รับการยกย่องเป็นตัวอย่างในเรื่องความรัก ความเอ็นดู เป็นสิ่งที่ครอบครัวเราภูมิใจมาก 

    เมื่อผมโตเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร 
    พ่อกับแม่ตื่นแต่มืด เพื่อไปส่งผมที่โรงเรียนใกล้สวนลุมฯ 
    เพราะโรงเรียนเข้าเช้ามาก จนกระทั่งเมื่อ 
    เข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจนั่นแหละ 
    ผมจึงห่างพ่อแม่ไปบ้าง แต่ก็เฉพาะในวันธรรมดาเท่านั้น 
    ส่วนวันหยุดพ่อกับแม่จะไปคอยหน้าโรงเรียนแล้วกลับบ้านด้วยกัน 

    ผมคิดเสมอว่าวันหนึ่งเมื่อมีครอบครัวเป็นของตนเอง 
    ผมจะต้องมีครอบครัวเหมือนพ่อกับแม่นี่แหละ 
    ระหว่างอยู่โรงเรียนนายร้อย ผมเล่นกีฬาหนัก 
    ผมชอบออกไปวิ่งนอกบ้านในวันหยุด โดยมีพ่อวิ่งตามไปด้วยบ้างบางครั้ง 

    ซอยที่บ้านลึกประมาณกิโลเมตรเศษ 
    ไม่มีรถสัญจรไปมาเพราะเป็นซอยตัน 
    เป็นที่ดินที่พนักงานธนาคาร 
    ลงขันกันซื้อ ตัดถนนเป็นซอย จึงรู้จักกันทั้งซอย 
    ปากซอยที่ตึกแถว 3 คูหา ก็เป็นของพนักงานธนาคารเหมือนกัน 
    ทำเป็นร้านชำ ร้านขายอาหาร และร้านถ่ายรูป 
    ผมกับพ่อมักวิ่งกันจนไปถึงปากซอย 
    แล้ววิ่งย้อนกลับ พ่อจะเดินกลับ เพราะพ่อวิ่งไม่ไหว 
    ผมต้องวิ่งจนเหงื่อท่วมแล้วค่อยเข้าบ้าน 
    บางครั้งพ่อก็แวะคุยกับพนักงานที่เป็นเจ้าของร้านค้า 

    ตึกแถวห้องแรกที่นับจากท้ายซอยเป็นร้านชำ 
    มีญาติของเจ้าของร้านเป็นผู้ดำเนินการ เธอเป็นผู้หญิงหน้าตาดี 
    อายุอานามคงมากกว่าผมไม่เกินสิบปี 
    ผมรู้จักเธอ เคยคุยด้วยสองสามครั้ง 
    แต่เมื่อผมออกจากโรงเรียนนายร้อยเป็นนายตำรวจแล้ว 
    ได้ยินว่าเธอไม่ได้ช่วยญาติค้าขายแล้ว 
    กลับไปทำงานส่วนตัวที่จังหวัดลำปาง 

    เมื่อผมจบเป็นนายตำรวจ แม่เริ่มล้มป่วยลง 
    แม่มีอาการของโรคหัวใจ เหนื่อยง่าย ในที่สุดแม่ต้องออกจากธนาคาร 
    เพราะทำงานต่อไปไม่ไหว 
    ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ผมพยายามกลับมานอนบ้านทุกวันที่มีโอกาส 
    เพื่อกลับมาหาแม่ 

    ทุกครั้งที่กลับบ้านผมมักเห็นพ่อนั่งกุมมือแม่ 
    ขณะที่แม่นอนหลับตา 
    หากเป็นยามแม่ตื่น ผมก็เห็นพ่อคลอเคลียแม่อยู่ใกล้ๆ 
    ถ้าแม่นั่งดูรายการทีวีที่แม่ชอบ 
    พ่อต้องนั่งกุมมือซ้ายของแม่ด้วยมือขวา แล้วโอบกอดด้วยแขนข้างซ้าย 
    และมักจะมองแม่ด้วยความรัก เอ็นดูเสมอ พ่อพร่ำสอนผมเสมอว่า 
    "
    มีรักเดียวนะลูก แล้วลูกจะรักษาครอบครัวเอาไว้ได้

    ผมไม่รู้ว่าความรักเป็นอย่างไร แต่เมื่อจบเป็นนายตำรวจได้ห้าปี 
    ผมได้พบกับหญิงสาวแสนสวย 
    เธอกำลังเป็นดาราที่เริ่มส่งแสงแววไวในวงการโทรทัศน์ และวงการนางแบบ 
    มีผู้ชายสนใจเธอมากมายหลายคน แต่เธอสนใจผมมากกว่าคนอื่น 
    อาจเป็นเพราะผมช่วยเหลือญาติ ของเธอที่ถูกรังแกเอาไว้ก็ได้ 
    เรารดน้ำพรวนดินความสัมพันธ์ของเราเรื่อยมา 
    และคิดว่าวันหนึ่งจะผลิดอกมาเป็นความรัก 

    แม่ต้องเข้าออกโรงพยาบาลติดต่อกันมาเกือบ 5 ปี 
    ในที่สุดเมื่อร่างกายของแม่อ่อนเปลี้ยเต็มที่ 
    แม่ก็ร้องขอให้พ่อพากลับบ้าน โดยหวังว่าจะมาตายในบ้านของเรา 
    บ้านที่แม่รักนักหนา… 
    เพียงสองวันที่แม่มาถึงบ้าน แม่ก็สิ้นใจลง 

    ตลอดระยะเวลานั้น 
    พ่อได้อยู่ใกล้ชิดกับแม่ พ่อกุมมือแม่ไว้ตลอดไม่ได้หลับนอน 
    เหนื่อยนักก็ซบหน้าลงกับที่นอนของแม่ 
    จนแม่จากไปพ่อร้องไห้เหมือนใจจะขาด 

    ระหว่างงานศพของแม่ 
    พ่อนั่งฟังพระสวดเหมือนหุ่นยนต์ จิตใจเลื่อนลอย 
    ร่างกายของพ่อดูสั่นไหวตลอดเวลา มือสั่นเทิ้ม 
    เหมือนควบคุมตัวเองไม่ได้ 
    เพื่อนฝูงของพ่อมองดูพ่อด้วยความเวทนาสงสารพ่อเป็นอย่างยิ่ง 
    แต่งานศพก็ผ่านไปด้วยดี สวดครบเจ็ดวันก็เผาทันที 
    ผมถามพ่อว่าทำไมถึงเผาแม่เร็วอย่างนี้ 
    พ่อบอกว่าเป็นคำสั่งของแม่ที่จะให้พ่ออยู่อย่างเข้มแข็งเพื่อดูแลผมต่อไป 
    ผมเคยเล่าเรื่องความรักของพ่อกับแม่ให้คนที่ผมคิดจะรักฟัง 
    เมื่อเธอพบพ่อกับแม่ 
    ผม และเธอ ไปมาหาสู่สนิทสนมกัน เธอเห็นด้วยกับผมทุกประการ 

    หลังจากงานศพของแม่แล้ว 
    ผมก็เดินทางไปรับตำแหน่งหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรตำรวจเล็กๆ 
    ผมมีโอกาสเดินทางกลับบ้านเพียงครั้งเดียว 
    หลังจากไปรับตำแหน่ง เมื่อมาถึงบ้านหลังจากที่โทรมาบอกก่อน 
    ผมพบพ่อผมนั่งเก้าอี้รับแขกมีอาการเหม่อลอย นั่งจ้องดูรูปแม่ที่แขวนไว้ที่ผนังบ้าน 

    ถึงเวลารับประทานอาหาร 
    พ่อหยิบรูปเล็กของแม่มาตั้งไว้ที่โต๊ะอาหาร 
    พูดกับรูปแม่เชิญแม่ทานข้าวด้วยถ้อยคำอันอ่อนหวาน ซาบซึ้ง 
    ชวนให้แม่ทานผัด ทานแกง ผมดูแล้วสงสารพ่อจับใจ 

    ผมค้างที่บ้านคืนเดียว รุ่งขึ้นผมบินกลับต่างจังหวัด 
    พอไปถึงก็ได้รับวิทยุให้กลับมากรุงเทพฯ 
    เพื่อพบกับผู้บังคับบัญชาระดับกรม ด้วยเรื่องราชการสำคัญ 

    ผมต้องรีบจับเครื่องบินเข้ากรุงเทพอีกครั้ง 
    เมื่อเครื่องบินมาถึงกรุงเทพ 
    ผมรีบเดินไปที่เครื่องเบิกถอนเงินอัตโนมัติ 
    เพื่อกดเงินสำรองเอาไว้ 
    ผมเห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในอาคารสนามบิน 
    พ่อผมนั่นเอง 
    ท่านมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสไร้ความทุกข์ใดๆ บนใบหน้า 
    ผมจึงเดินตามพ่อไปช้าๆ เพื่อจะทักพ่อให้แปลกใจ 

    ผมเห็นพ่อเดินไปทางผู้โดยสารขาเข้าภายในประเทศ พอพ่อไปถึง 
    ผมเห็นพ่อตรงเข้าไปหาหญิงแต่งตัวดีคนหนึ่ง ยืนเหมือนคอยพ่ออยู่ 
    มือข้างหนึ่งของเธอจูงเด็กชายอายุประมาณสิบขวบได้ 
    เมื่อเธอเห็นพ่อผม เธอก็ผวาเข้าสวมกอดพ่อ 
    พ่อกอดตอบแล้วจูบที่หน้าผากเบาๆ 
    เหมือนที่เคยทำกับแม่ของผม และก้มลงสวมกอดเด็กชายคนนั้น 
    แล้วจูบแก้มแรงๆ เหมือนทำกับผมเมื่อ ครั้งเป็นเด็ก 

    ผมรู้สึกใจหายเมื่อเห็นหน้าผู้หญิงที่จูงเด็กมา 
    เธอเป็นคนที่เป็นผู้ดูแลร้านชำหน้าปากซอย 
    ส่วนเด็กคนนั้นทำเอาผมตกตะลึง 
    เพราะใบหน้าของเจ้าหนูละม้ายกับผมตอนเด็กๆ 
    อย่างกับจะถอดพิมพ์ กันออกมา!! 
    พ่อผมพาผู้หญิงและเด็กออกจากสนามบินด้วยท่าทีอันแจ่มใสร่าเริง และมีความสุข 
    เป็นภาพเดียวที่ผม เคยเห็นมาตลอดชีวิต เพราะพ่อทำกับผมและแม่อย่างสม่ำเสมอ 

    ผมยืนจังงังสักพักก็ตั้งสติได้ 
    ผมโทรศัพท์ถึงดาราสาวที่ผมกำลังจะผูกสมัครรักใคร่ 
    แล้วบอกเลิกกับเธอ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มั่นคง 
    เธอร่ำไห้ออกมาอย่างตกใจสุดขีด ระล่ำระลักขอทราบเหตุผล 
    ผมบอกกับเธอด้วยน้ำเสียงสุดเย็นชาอย่างที่ไม่เคยได้ยินตัวเองพูดด้วยน้ำเสียงเช่นนี้มาก่อนว่า 
    บ้านผมมีนักแสดงที่ยิ่งใหญ่คนเดียวพอแล้ว 
    ไม่มีที่ว่างสำหรับเธออีกต่อไป .... 

    เรื่องซึ้งๆ ของพี่น้อง

    ไปอ่านมาใน fwdmail ชอบมากอ่านกี่ครั้งน้ำตาก็ไหล อยากให้ทุกคนได้อ่าน.....

    ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี

    วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ ของฉันมีกัน จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน
    "ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน
    พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า "ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพ ก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ" พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น

    ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้ แล้วพูดว่า
    "ผมขโมยเองครับ"

    ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย พ่อนั่งลงบนเก้าอี้ และด่าว่าน้องชายของฉัน
    "ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย"

    คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้ หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า
    "พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว" ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้ ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ

    หลายปีผ่านไป แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง ฉันไม่อา จลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี... เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นก น

    คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า "ลูกเราทั้งคู่เรียนดี เรียนดีมากนะ"
    แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า "แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไร ในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน"

    ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า
    "ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว" พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่
    "ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"

    คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ ทั่วทั้งหมู่บ้าน เพื่อขอยืมเงิน ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า
    "ต้องให้น้องได้เรียนต่อ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้"

    แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้ ใครจะรู้ได้ .... วันต่อมาในตอนเช้ามืด น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน ขณะฉันกำลังหลับ
    "พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ .... ผมจะไปหางานทำ แล้วจะส่งเงินมาให้พี่"

    ฉันนั่งอยู่บนเตียง อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า .... ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี .... ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหามที่ ไซท์ก่อสร้ าง .... ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3

    วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า
    "มีชาวบ้านมาหาเธอ อยู่ข้างนอกแน่ะ"

    ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ??? ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่ ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง

    ฉันถามเขาว่า "ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ"

    น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า "ก็ดูผมสิ สกปรกมอมแมมออกอย่างนี้ ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"

    ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ "พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"

    จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ ... เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า
    "ผมเห็นสาวๆ ในเมือ งเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"

    ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี ....

    วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก ฉันสังเกตเห็นว่า หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า
    "แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ" แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า
    "แม่ไม่ได้จ้างหรอก น้องชายลูก ต่างหาก วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ" ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ ฉันจับมือน้องเอ าไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม" ฉันถาม "ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ และ..."น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด เพราะฉันหันหน้าหนีเขา น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...

    หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้ งหนึ่ง แต่เมื่อออกไปแล้ว ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป เขาบอกกับฉันว่า
    "พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง"

    สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้

    เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด

    ... เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา

    ... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า "ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!! ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆ อย่างนี้ ดูตัวเองซิ เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง" คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา "พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน ส่วนผมมันการศึกษาต่ำ ถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด" น้ำตาปริ่มดวงตาของฉัน รวมทั้งสามีของฉันด้วย ....

    ฉันบอกกับน้องว่า "แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..."
    "ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ" น้องชายของฉันจับมือฉันไว้ ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...

    เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี เขาได้แต่งงานกับสาวชาวนาในหมู่บ้านเดียวกัน ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า
    "ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้"

    น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" .... และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้ "ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้ านหนึ่ง เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม. เพื่อเดินไปเรียน และเดินกลับบ้าน วันหนึ่งผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ .... นับจากวันนั้น ผมสาบานกับตัวเอง ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี และจะทำดีกับเธอ"

    เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก ...."ในโลกใบนี้ คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ"

    ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้ น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง... จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ วันในชีวิตของคุณและเขา คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่สำหรับคนคนนั้น อาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง ...ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม